ชี้! โลกเศรษฐกิจยุคใหม่ ‘รุนแรง-ผันผวน-คาดการณ์ยาก’ – EXIM BANK เร่งดัน SME ไทยสู่ ต.โลก รับ ‘สงครามการค้า-พลังงานพุ่ง’

“เอ็มอี. EXIM BANK” ระบุ! โลกเศรษฐกิจปีนี้ เผชิญภาวะ “รุนแรง ผันผวน และแปรปรวน” จากสงคราม ภาษีการค้า และต้นทุนพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME ต้องเร่งปรับตัวครั้งใหญ่ หวังเร่งเพิ่มผู้ส่งออก SME ไทยให้มากที่สุด พร้อมหนุนหาตลาดใหม่ มุ่ง “สินค้า Green และ Halal” รองรับกติกาโลกการค้าใหม่ ยอมรับว่าเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ “พยากรณ์ได้ยาก” ท่ามกลางสารพัดความเสี่ยงของโลกยุคใหม่

นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยระหว่างแถลงข่าว “โลกเปลี่ยน ความท้าทายใหม่ EXIM BANK เคียงข้างธุรกิจไทยฝ่าวิกฤตโลก” เมื่อช่วงสายวันนี้ (21 พ.ค.2569) ว่า เศรษฐกิจและการค้าโลกกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความ “รุนแรง ผันผวน และแปรปรวน” จากทั้งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ราคาพลังงาน และมาตรการกีดกันทางการค้ารูปแบบใหม่
ปัจจัยดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ ต้นทุนด้านพลังงานและโลจิสติกส์ที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ ค่าธรรมเนียมความเสี่ยงสงคราม (War Risk Surcharge) เพิ่มขึ้นหลายเท่า กระทบต่อภาคส่งออกและความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทย
ทั้งนี้ EXIM BANK ประเมินว่า ปี 2569 เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวเพียง 3.1% ขณะที่การค้าโลกชะลอลงเหลือประมาณ 2.8% และเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้การพยากรณ์เศรษฐกิจในระยะต่อไปทำได้ยากมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีโอกาสจากกระแสการย้ายฐานการผลิต การลงทุนด้านเทคโนโลยีดิจิทัล AI และอุตสาหกรรมอนาคต ซึ่งช่วยหนุนภาคส่งออกไทย โดย EXIM BANK ยังคงประเมินว่าการส่งออกไทยปีนี้มีโอกาสเติบโตได้ประมาณ 7%
นายชลัช กล่าวว่า ความท้าทายสำคัญของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน คือ การเพิ่มจำนวนผู้ส่งออก SME ให้มากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ส่งออกระดับ SME เพียงประมาณ 22,000 ราย จาก SME ทั้งประเทศกว่า 3.2 ล้านราย หรือไม่ถึง 1% ของผู้ประกอบการทั้งหมด ทั้งนี้เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนาม ซึ่งมีผู้ส่งออก SME เกือบ 100,000 ราย สะท้อนว่าไทยยังมีช่องว่างในการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการอีกมาก

“SME ไทยส่วนใหญ่ยังแข่งขันอยู่ในตลาดภายในประเทศ ทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคาสูงและกำไรต่ำ ขณะที่โลกการค้าใหม่ไม่ได้แข่งขันกันเพียงเรื่องราคาอีกต่อไป แต่แข่งขันกันเรื่องมาตรฐาน ความยั่งยืน และความสามารถในการปรับตัว” เอ็มดี. EXIM BANK กล่าวและว่า…
ดังนั้น EXIM BANK จึงเร่งผลักดันผู้ประกอบการไทยให้ขยายตลาดส่งออกไปยังประเทศใหม่ ๆ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดเดิมอย่างจีน สหรัฐฯ และยุโรป โดยเฉพาะ ตลาดอาเซียน เช่น อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ซึ่งมีจำนวนประชากรสูงและกำลังซื้อขยายตัวต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ธนาคารยังให้ความสำคัญกับตลาดฮาลาลและเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) เพื่อรองรับกติกาโลกใหม่ ทั้งมาตรการ CBAM กฎ EUDR และมาตรฐาน ESG ที่กำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการค้าโลก
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเข้าใจกฎเกณฑ์ใหม่ของตลาดโลกมากขึ้น โดยเฉพาะมาตรฐานสิ่งแวดล้อม การตรวจสอบย้อนกลับของสินค้า รวมถึง ข้อกำหนดด้านศาสนาในตลาดมุสลิม เพราะ “Halal ไม่ใช่เพียงการติดตราสินค้า แต่ต้องเข้าใจกระบวนการและมาตรฐานทั้งระบบ”
ดังนั้น EXIM BANK จึงเดินหน้ากลยุทธ์ “5T” เพื่อช่วยผู้ประกอบการไทยฝ่าภาวะ “3 สูง” ได้แก่ ต้นทุนสูง (High Cost) มาตรฐานการค้าโลกสูง (High Compliance) และ การแข่งขันสูง (High Competition) โดยประกอบด้วย Target เพื่อช่วยเหลือและเติมสภาพคล่องระยะสั้นแก่ผู้ประกอบการ Transition สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียวและมาตรฐานสากล Transform ยกระดับธุรกิจไทยสู่ Future Industry และระบบอัตโนมัติ Transparency ส่งเสริมความโปร่งใสและตรวจสอบย้อนกลับในห่วงโซ่อุปทาน และ Together สร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และพันธมิตรทางธุรกิจ
นายชลัช กล่าวอีกว่า โลกการค้าใหม่ไม่ได้แข่งขันกันเพียงด้านราคาอีกต่อไป แต่แข่งขันกันที่มาตรฐาน ความยั่งยืน และความสามารถในการปรับตัว ซึ่งผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเร่งยกระดับธุรกิจให้สอดคล้องกับกติกาโลกใหม่

สำหรับ แนวทางสนับสนุนผู้ประกอบการ EXIM BANK จะมุ่งเน้นสินเชื่อประเภท Working Capital เพื่อเพิ่มสภาพคล่องแก่ผู้ส่งออก มากกว่าการปล่อยสินเชื่อโครงการระยะยาวแบบเดิม โดยปัจจุบัน ธนาคารมีวงเงินรองรับธุรกิจส่งออกประมาณ 320,000 ล้านบาท และตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ปีนี้ประมาณ 70,000 ล้านบาท
โดยในช่วง 4 เดือนแรกของปี ธนาคารปล่อยสินเชื่อใหม่แล้วประมาณ 20,000 ล้านบาท ขณะที่ผลประกอบการไตรมาสแรกยังเติบโตในระดับดี โดยกำไรเพิ่มขึ้นเกือบ 100% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน
อย่างไรก็ตาม นายชลัช ยอมรับว่า การเติบโตในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ความผันผวนของตลาดพลังงาน และมาตรการกีดกันทางการค้าที่อาจรุนแรงขึ้น
นอกจากนี้ EXIM BANK ยังจับตาความเสี่ยงเรื่อง “สวมสิทธิ์สินค้า” หรือการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากจีน เข้ามาเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์หรือประกอบเพิ่มเติมเพียงเล็กน้อย ก่อนส่งออกในนามสินค้าไทย ซึ่งอาจกลายเป็นประเด็นด้านกฎแหล่งกำเนิดสินค้า (Rule of Origin) ในอนาคต ทั้งนี้ EXIM BANK ต้องการเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ปล่อยกู้” ไปสู่ “Export Co-pilot” ที่ทำหน้าที่ทั้งสนับสนุนเงินทุน ให้ข้อมูลตลาด และร่วมวางแผนธุรกิจกับผู้ประกอบการอย่างใกล้ชิด
“วันนี้โลกเปลี่ยนเร็วมาก การทำธุรกิจแบบเดิมอาจใช้ไม่ได้อีกแล้ว ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัว ทั้งเรื่องตลาด มาตรฐาน และวิธีคิดในการทำธุรกิจ” นายชลัช กล่าว
ในมุมการวิเคราะห์ของ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” ที่มองการแถลงของ ผู้บริหารระดับสูงของ EXIM BANK ครั้งนี้ โดยเชื่อว่า…มันได้สะท้อนภาพที่ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะ โลกการค้าในปี 2569 ไม่ได้เผชิญเพียงภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว แต่กำลังเข้าสู่ยุค “ความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้าง” ที่เกิดขึ้นพร้อมกันหลายด้าน
ทั้งในด้าน…สงคราม ภูมิรัฐศาสตร์ พลังงาน มาตรการกีดกันทางการค้า และมาตรฐานใหม่ด้านสิ่งแวดล้อม

นั่นเพราะ…ในอดีต ผู้ประกอบการไทยอาจแข่งขันด้วยต้นทุนที่ต่ำหรือการพึ่งพาตลาดเดิม แต่โลกการค้าใหม่กำลังเปลี่ยนไปสู่การแข่งขันด้านมาตรฐาน ความยั่งยืน และความสามารถในการบริหารความเสี่ยง
ประเด็นที่น่าสนใจ ก็คือ EXIM BANK ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า…SME ไทยจำนวนมากยังมีลักษณะ “One-man show” หรือขาดระบบบริหารจัดการที่เป็นมาตรฐาน ทำให้ปรับตัวต่อความผันผวนของตลาดโลกได้ช้า
ขณะเดียวกัน จำนวนผู้ส่งออก SME ไทยที่มีเพียงประมาณ 22,000 ราย จาก SME ทั้งประเทศกว่า 3.2 ล้านราย ตรงนี้ สะท้อนว่า…เศรษฐกิจไทยยังพึ่งพาบริษัทขนาดใหญ่และตลาดเดิมเป็นหลัก
ทั้งนี้ หากทางการไทยไม่สามารถสร้าง “ผู้ส่งออกรายใหม่” เพิ่มขึ้นได้ อาจทำให้เศรษฐกิจไทยเผชิญความเสี่ยงด้านการแข่งขันในระยะยาว โดยเฉพาะในโลกที่การค้าเสรีกำลังถูกแทนที่ด้วยมาตรการด้านภูมิรัฐศาสตร์และมาตรฐานทางการค้าที่เข้มงวดขึ้น
อย่างไรก็ตาม วิกฤตดังกล่าวอาจกลายเป็นโอกาสสำคัญของไทยเช่นกัน หากผู้ประกอบการสามารถปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจสีเขียว พัฒนามาตรฐานสินค้า และขยายตลาดไปยังภูมิภาคใหม่ที่มีศักยภาพ
ท้ายที่สุด! คำถามสำคัญ จึงอาจไม่ใช่แค่เพียงว่า “เศรษฐกิจไทยจะโตได้เท่าไร?” แต่มันคือ “ผู้ประกอบการไทยจะปรับตัวทันโลกใหม่ได้หรือไม่? อย่างไร?”
เพราะในยุคที่…โลกเต็มไปด้วยความผันผวน ความสามารถในการปรับตัว! อาจสำคัญกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว!!??.






