ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ เม.ย. ทรุด พิษสงครามตะวันออกกลาง

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมด้วย ดร.วิรัช ฉัตรดรงค์ รองประธาน ส.อ.ท. และรองประธานสายงานเศรษฐกิจและวิชาการ ส.อ.ท. ร่วมเปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ประจำเดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ระดับ 85.3 ปรับตัวลดลงจากระดับ 88.6 ในเดือนมีนาคม 2569

การปรับลดลงของดัชนีดังกล่าว มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย โดยภาคการผลิตอุตสาหกรรมชะลอตัว เนื่องจากจำนวนวันทำงานลดลงในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ ขณะที่ราคาน้ำมันโลกยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง โดยในเดือนเมษายน 2569 ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เฉลี่ยอยู่ที่ 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลเฉลี่ยอยู่ที่ 45.32 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้น 33.2% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า (Month on Month: MoM)

ขณะเดียวกัน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังคงมีฐานะติดลบ 62,000 ล้านบาท ส่งผลให้สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) จำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มเติมจำนวน 20,000 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มภาระทางการเงินของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

นอกจากนี้ ต้นทุนวัตถุดิบในหลายอุตสาหกรรมปรับตัวสูงขึ้น อาทิ เม็ดพลาสติก บรรจุภัณฑ์ และวัสดุก่อสร้าง อันเป็นผลจากราคาพลังงาน ค่าขนส่ง และต้นทุนด้านโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการ ขณะเดียวกัน ค่าระวางเรือในเส้นทางการค้าสำคัญปรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเส้นทางสหรัฐอเมริกาฝั่งตะวันตก (West Coast) ที่เพิ่มขึ้น 5.7% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า รวมถึงมีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม (Surcharge) และค่าประกันภัยการขนส่งจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ต้นทุนด้านโลจิสติกส์และการส่งออกของผู้ประกอบการสูงขึ้นตามไปด้วย

อีกทั้ง การเบิกจ่ายงบประมาณด้านการลงทุนของภาครัฐยังคงล่าช้า โดยมีอัตราการเบิกจ่ายอยู่ที่ 38.31% ณ วันที่ 24 เมษายน 2569 ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ 45.0% ส่งผลให้การหมุนเวียนเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจเป็นไปอย่างล่าช้า

อย่างไรก็ตาม ในเดือนเมษายน 2569 ยังมีปัจจัยสนับสนุนบางประการ ได้แก่ การจัดกิจกรรมเทศกาลสงกรานต์ที่ช่วยกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยคาดว่าสามารถสร้างรายได้มากกว่า 30,350 ล้านบาท ในช่วงวันที่ 11–15 เมษายน 2569 เพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (Year on Year: YoY)

นอกจากนี้ ภาครัฐยังได้ออกมาตรการช่วยเหลือภาคการขนส่ง โดยสนับสนุนค่าน้ำมันสำหรับรถบรรทุกไม่ประจำทาง (ป้ายเหลือง 70) ในอัตรา 6 บาทต่อลิตร ระหว่างวันที่ 20 เมษายน – 31 พฤษภาคม 2569 ซึ่งช่วยบรรเทาต้นทุนด้านโลจิสติกส์ในระยะสั้น ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัว สะท้อนจากยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในไตรมาส 1 ปี 2569 ที่มีมูลค่ารวม 1.02 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.4 เท่า เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ พลังงาน เกษตร และอาหาร

ขณะเดียวกัน การกำกับดูแลการจำหน่ายน้ำมันภายในประเทศของภาครัฐ ยังช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในสถานีบริการ และลดความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของภาคการขนส่งและภาคการผลิตอุตสาหกรรม นอกจากนี้ Moody’s Ratings ยังได้ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยสู่ระดับ “มีเสถียรภาพ” ซึ่งมีส่วนช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนเพิ่มเติมอีกด้วย

จากผลการสำรวจผู้ประกอบการจำนวน 1,354 ราย ครอบคลุม 48 กลุ่มอุตสาหกรรมของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในเดือนเมษายน 2569 พบว่าปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลเพิ่มขึ้น ได้แก่ ราคาพลังงาน 84.6% เศรษฐกิจโลก 80.6% เศรษฐกิจภายในประเทศ 74.2% นโยบายภาครัฐ 39.4% อัตราแลกเปลี่ยน (โดยเฉพาะในมุมมองของผู้ส่งออก) 46.5% อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 34.1% และการเข้าถึงสินเชื่อ 32.6%

ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 92.8 ปรับตัวลดลงจากระดับ 95.9 ในเดือนมีนาคม 2569 โดยมีปัจจัยกดดันสำคัญจากความกังวลต่อการออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน วงเงิน 400,000 ล้านบาท ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันต่อระดับหนี้สาธารณะและเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว

นอกจากนี้ ต้นทุนสินค้ายังคงมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มบรรจุภัณฑ์พลาสติกและวัสดุก่อสร้าง ซึ่งอาจส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและสร้างแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อในไตรมาส 2 ปี 2569 ขณะเดียวกัน สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ยังคงกดดันราคาพลังงานในตลาดโลก ส่งผลให้ต้นทุนของภาคอุตสาหกรรมและภาคการท่องเที่ยวปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ อาทิ โครงการไทยช่วยไทยพลัส และโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ ที่คาดว่าจะมีส่วนช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ รวมถึงสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนภายในประเทศให้ขยายตัวมากขึ้น

ข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ

  1. ส่งเสริมภาครัฐในการขับเคลื่อนกลไกการประชุม กรอ. ส่วนกลางและ กรอ. พลังงาน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ
  2. เสนอให้ภาครัฐจัดตั้งศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) สำหรับการขออนุญาตติดตั้งโซลาร์เซลล์ ควบคู่กับการทบทวน ยกเลิก หรือรวมใบอนุญาตที่ซ้ำซ้อนให้เหลือใบอนุญาตหลัก (Super License) เพื่ออำนวยความสะดวก ลดภาระเอกสาร ระยะเวลา และต้นทุนของประชาชนและภาคธุรกิจ
  3. เสนอให้ภาครัฐเร่งผลักดันการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ E20 และ B10 หรือสูตรอื่น ๆ ให้เป็นพลังงานหลักของภาคขนส่งและอุตสาหกรรม ผ่านมาตรการสนับสนุนที่ชัดเจนและต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดต้นทุนพลังงาน ลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า และสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้ประเทศ
  4. เสนอให้หน่วยงานภาครัฐสนับสนุน ส.อ.ท. ในการเป็นกลไกช่วยเชื่อมโยง คัดกรอง และส่งต่อผู้ประกอบการ SMEs สู่แหล่งทุนและมาตรการสนับสนุน ผ่านระบบ FTI SME Funding Connect เพื่อให้ SMEs สามารถเข้าถึงมาตรการภาครัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password