เปิดทุน…ปิดคน! ไทยกำลังเปลี่ยนทิศทางการเปิดประเทศ???

ไม่ถึงสัปดาห์ หลังจาก “ครม.อนุทิน” ไฟเขียวเปิดทาง 8 ธุรกิจให้ต่างชาติลงทุนได้โดยไม่ต้องขออนุญาต รัฐบาลกลับมี “มติยกเลิก” ฟรีวีซ่า 60 วันของกว่า 90 ประเทศ สะท้อน “สัญญาณใหม่” ของรัฐไทยที่กำลัง “เปิดรับทุน” แต่เริ่ม “คุมการเคลื่อนย้ายคน” ท่ามกลางแรงกดดันด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และอาชญากรรมข้ามชาติในภูมิภาคอาเซียน
สัปดาห์ก่อน (13 พฤษภาคม 2569) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาแก้ไขประเภทธุรกิจตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 พร้อมทั้ง อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดธุรกิจที่ไม่ต้องขออนุญาตในการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว
เปิดทางให้…ต่างชาติสามารถดำเนินธุรกิจได้โดยไม่ต้องขออนุญาตใน 8 กลุ่มธุรกิจสำคัญ อาทิ ธุรกิจบริการโทรคมนาคม ธุรกิจศูนย์บริหารเงิน ธุรกิจด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และธุรกิจบริการขุดเจาะปิโตรเลียม
รอบนั้น ร้อยเอกหญิง ดร.ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า การปรับแก้กฎหมายดังกล่าวเป็นการอำนวยความสะดวกด้านการลงทุนในธุรกิจที่ประเทศไทยมีความพร้อมแข่งขัน และมีกฎหมายเฉพาะกำกับดูแลอยู่แล้ว ซึ่งถือเป็นความพยายามของรัฐบาลในการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังชะลอตัวและการแข่งขันดึงเม็ดเงินลงทุนในภูมิภาคที่เข้มข้นขึ้น
จากนั้น…เพียง 6 วันถัดมา (19 พฤษภาคม 2569) คณะรัฐมนตรีกลับมีมติอีกด้านหนึ่ง โดยเห็นชอบให้ยกเลิกมาตรการฟรีวีซ่า 60 วัน สำหรับนักท่องเที่ยวจากกว่า 90 ประเทศ และให้กลับไปใช้หลักเกณฑ์เดิมที่อนุญาตให้พำนักได้ประมาณ 30 วัน???
เหตุผลของรัฐบาล ที่ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา บอกกับ สื่อประจำทำเนียบรัฐบาล นั่นคือ…
การปรับลดระยะเวลาพำนักครั้งนี้ เป็นไปเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ด้านความมั่นคง รวมถึงป้องกันการใช้วีซ่าผิดประเภท การลักลอบทำงาน และปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่เริ่มส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ
แม้ทั้ง 2 มาตรการ อาจดูเหมือนเป็น…คนละเรื่อง แต่เมื่อพิจารณาใน ภาพรวม กลับสะท้อน “ทิศทางใหม่” ของรัฐไทยได้อย่างชัดเจน!!! นั่นคือ…
การเปิดประเทศแบบเลือกเงื่อนไข หรือ Selective Opening
กล่าวคือ รัฐบาลยังคงเปิดรับเงินทุน เทคโนโลยี และธุรกิจยุทธศาสตร์จากต่างชาติ แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับเริ่มเข้มงวดต่อการเคลื่อนย้ายของบุคคล โดยเฉพาะการพำนักระยะยาวและการใช้ช่องว่างทางกฎหมายเพื่อแฝงตัวเข้ามาดำเนินกิจกรรมผิดกฎหมายในประเทศ
ปรากฏการณ์เช่นนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย! หากแต่กำลังกลายเป็น “กระแส” หรือ “แนวโน้มใหม่” ในหลายประเทศอาเซียน
รวมถึง อินโดนีเซีย ซึ่งก่อนหน้านี้ ต้องเผชิญปัญหา กลุ่มมิจฉาชีพและขบวนการสแกมเมอร์จากหลายประเทศในภูมิภาค ที่ได้อาศัย “ช่องว่าง” ของมาตรการฟรีวีซ่าเข้ามาดำเนินการผิดกฎหมาย จนรัฐบาลอินโดนีเซียเริ่มกลับมาทบทวนมาตรการผ่อนปรนด้านวีซ่าและเพิ่มมาตรการตรวจสอบเข้มงวดมากขึ้น
กรณีของไทยและอินโดนีเซีย จึงสะท้อน “ภาพร่วมกัน” ของประเทศในอาเซียน ที่กำลังเผชิญโจทย์ท้าทายใหม่ นั่นคือ…
การรักษาสมดุลระหว่าง “การเปิดเศรษฐกิจ” กับ “ความมั่นคงของรัฐ” หลังยุคโควิด-19
การเปิดประเทศอย่างรวดเร็ว แม้จะช่วยฟื้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว แต่ก็เปิดช่องให้เกิดปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ธุรกิจสีเทา และการใช้ประเทศไทยเป็นฐานดำเนินกิจกรรมผิดกฎหมายมากขึ้นเช่นกัน!!!
ในสายตานานาชาติ การเคลื่อนไหวของไทยและอินโดนีเซีย อาจถูกมองได้ 2 ด้าน???
ด้านหนึ่ง…อาจสะท้อนถึงความจริงจังในการจัดระเบียบประเทศและป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็อาจทำให้ นักลงทุนและภาคธุรกิจบางส่วน มองว่า…นโยบายของรัฐเริ่มขาดเสถียรภาพ มีลักษณะ “เปิดแล้วถอย” หรือเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็วตามแรงกดดันทางสังคมและความมั่นคง
โดยเฉพาะ ในประเทศไทย กระแสความกังวลเรื่องทุนต่างชาติ นอมินี การแย่งอาชีพคนไทย และการขยายตัวของธุรกิจสีเทา ได้กลายเป็นแรงกดดันทางการเมืองที่รัฐบาลไม่อาจมองข้าม ส่งผลให้รัฐต้องเดินเกม 2 ด้านไปพร้อมกัน นั่นคือ…
เปิดทางให้ทุนขนาดใหญ่และธุรกิจยุทธศาสตร์เข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน ก็ต้องแสดงให้สังคมไทยเห็นว่า…รัฐยังสามารถควบคุมความเสี่ยงด้านความมั่นคงได้
ท้ายที่สุดแล้ว! สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น อาจไม่ใช่การ “ปิดประเทศ” แต่คือ…การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่ของการเปิดประเทศแบบคัดเลือก!!??
รัฐไทย อาจเปิดรับเฉพาะสิ่งที่เห็นว่า “เป็นประโยชน์” ต่อเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ชาติ ขณะที่การเคลื่อนย้ายของผู้คนจะถูกตรวจสอบและกำกับเข้มงวดมากขึ้น!!!
ประเด็นที่อาจกลายเป็น คำถามตัวโตๆ ตามมา นั่นก็คือ…รัฐบาลไทยจะสามารถสร้างสมดุลระหว่าง “เศรษฐกิจ” กับ “ความมั่นคง” ได้มากเพียงใด?
และการ “เปิดประเทศ” แบบเลือกเงื่อนไขเช่นนี้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศไทย หรือกลับกลายเป็นสัญญาณสะท้อนความไม่มั่นใจของรัฐต่อผลกระทบจากโลกาภิวัตน์ในยุคใหม่ กันแน่???
นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล หรือใคร? ในรัฐบาลชุดนี้ ช่วยตอบสังคมไทยได้ไหม!!??.






