‘ทักษิณ งง!’ ไม่สะท้อนความหมายแท้จริง? ที่ซ่อนไว้กับ EM หลังพักโทษ

การกลับบ้านของ “อดีตนายกฯทักษิณ” ควรเป็นสัญลักษณ์ของอิสรภาพ แต่ต้องกลับมาพร้อมกับเงื่อนไข “กำไล EM” ที่ถูกจับตามอง? คำถามจึงไม่ได้อยู่ที่…สิทธิพักโทษ! แต่อยู่ที่ “ความจำเป็น” ของมาตรการควบคุม! กระนั้น สิ่งที่สังคมไทยเฝ้าจับจ้องการเมืองเกมนี้ อาจไม่ใช่ “กำไล…พันธนาการ” ที่มองเห็นด้วยตา หากแต่เป็น “ความหมาย” ที่แท้จริง ซึ่งแอบซ่อนอยู่ในสิ่งนี้
ครั้งที่ 60! ใช่…นี่คือจำนวนครั้งที่ลูกหลานและคนใกล้ชิด ได้เข้าเยี่ยม นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะ…ผู้ต้องขังเด็ดขาดจากเรือนจำกลางคลองเปรม
และครั้งนี้ ตรงกับช่วงสายของวันนี้ (30 เมษายน 2569) ที่ก็น่าจะเป็น…ครั้งสุดท้ายแล้ว! เพราะอีก 11 วันข้างหน้า (11 พฤษภาษคม 2569) นายทักษิณ ก็จะได้รับพักโทษตามเกณฑ์ทั่วไปของกระทรวงยุติธรรม
แต่ไปด้วย…การติดเครื่องพันธนาการ “กำไล EM” ไว้กับตัวเขา
ท่ามกลาง “กลุ่มคนเสื้อแดง” ที่เฝ้ารอรับการปรากฏตัวของลูกๆ ของนายทักษิณ ประกอบด้วย…
น.ส.แพทองธาร ชินวัตร น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ และ นายปิฎก สุขสวัสดิ์ สามีของ น.ส.แพทองธาร รวมถึง นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ ที่ได้เดินทางเข้าเยี่ยม นายทักษิณ
จากนั้น เวลาประมาณ11.00 น. น.ส.แพทองธาร ให้สัมภาษณ์ภายหลังการเข้าเยี่ยมในเรือนจำฯ ว่า…คุณพ่อได้รับทราบมติคณะกรรมการพักการลงโทษเรียบร้อยแล้ว ให้เป็นไปตามกระบวนการ
ส่วนความรู้สึกเรื่องการติดกำไล EM น.ส.แพทองธาร อ้างคำพูดของพ่อที่บอกว่า…ตนเองแก่แล้ว เคยเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีมาด้วย แต่ต้องติดกำไล EM ก็รู้สึกงงนึดนึง แต่ก็เคารพกระบวนการทุกอย่าง
ส่วนความรู้สึกครอบครัวภายหลังมีมติพักโทษ อดีตนายกฯแพทองธาร ย้ำเพียงสั้นๆ ว่า…“รู้สึกดีใจค่ะ” ก่อนจะพูดถึง “ไทม์ไลน์” ในวันที่ 11 พฤษภาคม ว่า…ครอบครัวจะเดินทางยังเรือนจำฯ ตามเวลาราชการ เพื่อรอรับกลับบ้าน
ส่วนเรื่องโพสต์ “นับถอยหลัง” วันปล่อยตัวก็ยังไม่ได้เล่าให้นายทักษิณฟังแต่อย่างใด
ผู้สื่อข่าวว่า ทางครอบครัวได้จัดเตรียมเมนูอาหารอะไรเป็นพิเศษหรือไม่? นางสาวแพทองธาร ตอบว่า…ยังไม่มี
แต่ในส่วนเรื่องสุขภาพ ได้คุยกันบ้าง เนื่องจากนายทักษิณอยู่ข้างในเรือนจำ ไม่ได้ตรวจสุขภาพมานาน
ด้าน นายวิญญัติ กล่าวถึงความพร้อม การปล่อยตัวพักโทษ ในวันดังกล่าว โดยย้ำว่า ขั้นตอนต่างๆ อยู่ระหว่างการเตรียมการของเรือนจำ โดย “ผู้บัญชาการเรือนจำ” และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึง…กรมคุมประพฤติ จะร่วมกันหารือรายละเอียด
คาดว่า…ในวันดังกล่าวจะมีการปล่อยตัวเพียงรายเดียว เนื่องจากผู้ต้องขังรายอื่นประมาณ 9 คน ที่ได้รับการพักโทษมีวันพ้นโทษแตกต่างกัน
ส่วนประเด็น การติดกำไลติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (EM) นั้น นายวิญญัติ ระบุว่า นายทักษิณบอกว่า รู้สึกยินดีที่ได้รับการพักโทษ เนื่องจากเป็นสิทธิของผู้ต้องขังที่มีคุณสมบัติครบถ้วน แต่ยังมีข้อสงสัยต่อความจำเป็นของมาตรการดังกล่าว เนื่องจากนายทักษิณเป็นผู้สูงอายุและมีโรคประจำตัว
อีกทั้งยืนยันว่า…ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี เพราะเคยเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี เชื่อว่าทางคณะอนุกรรมการฯ สามารถนำมาผ่อนปรนข้อบังคับใส่กำไล EM ได้ โดยส่วนตัวก็ไม่คิดว่า…ทางคณะอนุกรรมการฯ จะให้นายทักษิณใส่กำไล EM เช่นกัน
และหากจะนำมาตรการนี้ ไปใช้กับผู้อื่นด้วยก็จะเรื่องที่ดี พร้อมตั้งคำถามว่า…การติดกำไล EM ได้คำนึงถึงสุขภาพของผู้ได้รับการพักโทษหรือไม่? และ กระทบศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของนายทักษิณหรือไม่?
กระนั้น นายทักษิณก็พร้อมน้อมรับมติของคณะกรรมการฯ แม้จะตั้งข้อสังเกตถึงความเหมาะสมก็ตาม
นายวิญญัติ ยังระบุอีกว่า ภายหลังการปล่อยตัวรับการพักโทษ นายทักษิณจะต้องเข้าสู่กระบวนการคุมประพฤติเป็นเวลา 4 เดือน และต้องรายงานตัวภายใน 3 วันนับจากวันปล่อยตัว รวมถึงรายงานตัวต่อเนื่องทุกเดือนจนกว่าจะครบกำหนดโทษ ซึ่งคาดว่า…จะสิ้นสุดในวันที่ 9 กันยายน 2569 (เข้าเรือนจำ 9 กันยายน 2568 หรือครบ 1 ปีพอดี)
“ท่านเป็นบุคคลที่ไม่คิดจะหลบหนี ถ้าจะหลบหนีคงไม่มารับโทษ ดังนั้น จึงไม่ควรเอามาตรการติดกำไล EM มาใช้กับท่าน ท่านงง แต่ก็น้อมรับกระบวนการที่คณะกรรมการฯ ได้พิจารณา ส่วนความเห็นของผมตั้งข้อสังเกตว่า ท่านเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี มีคุณูปการใหญ่หลวงต่อประเทศชาติหลายเรื่อง มีนโยบายสำเร็จหลายประการที่ประชาชนทราบดี แต่ในเรื่องของความเหมาะสม หากจะบอกว่ามีความเหมาะสมเพื่อให้เกิดความเสมอภาคเท่าเทียมผู้ต้องขังอื่นก็ต้องคำนึงว่าเกินความจำเป็นหรือไม่ที่จะที่ใช้มาตรการนี้กับท่าน” ทนายความส่วนตัวของนายทักษิณ ย้ำ
เมื่อถามว่า การติดกำไล EM เพราะเกรงว่านายทักษิณ จะไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองหรือไม่? นั้น นายวิญญัติ ตอบว่า…การยุ่งเกี่ยวกับการเมืองหรือไม่นั้น ไม่มีรัฐธรรมนูญมาตราใดระบุว่าเป็นข้อห้าม เพราะสิทธิการเมืองคือสิทธิขั้นพื้นฐาน
แต่ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของนายทักษิณ ซึ่งหากไม่ได้มองที่ความเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี ก็ควรจะในเรื่องของอายุที่มีอายุมากและเคยมีคุณูปการต่อชาติบ้านเมืองมาก่อน การติดกำไล EM มันกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของท่านหรือไม่? หากตามหลักกฎหมายไม่ได้มีข้อห้ามเกี่ยวกับสิทธิทางการเมืองของผู้ได้รับการพักโทษ
ก่อนจะย้ำว่า…การมีส่วนร่วมทางการเมืองยังถือเป็นสิทธิพื้นฐาน แต่ตนเชื่อว่าในช่วง 4 เดือน นายทักษิณจะเก็บตัว
เมื่อถามว่า หลังจากพักโทษไปแล้ว มีโอกาสจะเป็นที่ปรึกษาของพรรค หรือที่ปรึกษาของนักการเมืองหรือไม่? นายวิญญัติ แจงว่า ต้องสอบถามนายทักษิณเอง เพราะตนตอบคำถามแทนไม่ได้ แต่มันก็เป็นสิทธิและความเหมาะสมจะพิจารณาได้ เนื่องจาก นายทักษิณเป็นผู้มีประสบการณ์ ความรู้ความสามารถ เป็นบุคคลที่ทั่วโลกรู้จัก
หากใครเห็นประโยชน์จากตรงนี้ แล้วอยากปรึกษาท่าน ตนเชื่อว่าท่านยินดี เพราะที่ผ่านมาท่านก็เป็นห่วงประชาชนและประเทศชาติ
นายวิญญัติ ย้ำด้วยว่า ส่วนความกังวลไม่มีอะไรหลังจากการปล่อยตัวพักโทษคุมประพฤติ มีแต่ครอบครัวและคนใกล้ชิดคงตื่นเต้นรอรับท่าน แต่อย่างที่บอกว่าท่านงงเพียงว่าทำไมต้องใช้กำไล EM กับท่านด้วย
ในมุมของ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” ที่มองการตอบคำถามสื่อของ นายวิญญัติ ทนายความส่วนตัวของอดีตนายกฯทักษิณ โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า…ลูกความของเขายินดีรับสิทธิการพักโทษ แต่มีข้อสงสัยต่อความจำเป็นของการติด EM
โดยให้เหตุผลในเรื่องของอายุ สุขภาพ และการไม่มีพฤติการณ์หลบหนี เหล่านี้…ควรถูกนำมาพิจารณาเป็นปัจจัยผ่อนปรน
รวมถึง การตั้งข้อสังเกตดังกล่าวของเขาและครอบครัวชินวัตร ก็ไม่ถือเป็นการปฏิเสธมติของรัฐ หากแต่เป็นการสะท้อนมุมมองต่อความเหมาะสมของการบังคับใช้มาตรการ
คำอธิบายนี้ ชี้ให้เห็นความตึงเครียดระหว่าง “หลักความเสมอภาค” กับ “ดุลยพินิจ” ในกระบวนการยุติธรรม???
ด้านหนึ่ง รัฐจำเป็นต้องยืนยัน ว่า…การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปในมาตรฐานเดียวกัน เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหาเรื่องการเลือกปฏิบัติ
แต่อีกด้านหนึ่ง กฎหมายเองก็เปิดช่องให้พิจารณาปัจจัยเฉพาะบุคคล ซึ่งในกรณีนี้ กลับถูกตั้งคำถามว่า…เหตุใดจึงไม่ถูกนำมาใช้กับ อดีตนายกฯทักษิณ ในระดับที่เห็นได้ชัดจากเงื่อนไขต่างๆ ข้างต้น?
ในทางการเมือง การตัดสินใจดังกล่าว อาจไม่ได้มีเพียง…มิติของกฎหมาย แต่ยังเกี่ยวข้องกับการบริหาร “ความเสี่ยง” ที่มาพร้อมกับชื่อของ ทักษิณ ชินวัตร
ซึ่งชื่อนี้…ยังคงเป็น “ตัวแปรสำคัญ” ใน…สมการอำนาจของเมืองไทย!!!
การปล่อยตัว (พักโทษ) โดยไม่มีเงื่อนไขที่เข้มงวดมากพอ? อาจนำไปสู่…กระแสการวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากฝ่ายตรงข้าม หลังจากก่อนหน้านี้ เป็น ….เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) นำโดย นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำฯ ที่ได้ยื่นหนังสือคัดค้านการพักโทษอดีตนายกฯทักษิณ
นั่นเพราะ กลุ่ม คปท. เห็นว่า…พฤติการณ์ในอดีต เช่น การอ้างอาการป่วยจนได้รับการพักโทษกรณีพิเศษก่อนหน้านี้ แสดงให้เห็นว่า…อดีตนายกฯทักษิณไม่ควรได้รับสิทธิ์อีก และควรพิจารณาความผิดอื่นประกอบด้วย
ขณะที่ การกำหนดมาตรการควบคุมอย่างชัดเจน ก็น่าจะช่วยสร้างภาพในทางการเมือง ในทำนอง…กระบวนการยุติธรรมยังคงรักษาระยะห่างจากอิทธิพลทางการเมือง
ดังนั้น กำไล EM จึงอาจไม่ได้ทำหน้าที่เพียงติดตามตำแหน่งของบุคคล หากยังทำหน้าที่ “สื่อสาร” ไปยังสังคมไทย ประมาณว่า….
การพักโทษครั้งนี้ ยังอยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด นั่นเอง
ในอีกด้านหนึ่ง กำไล EM ยังถูกมองว่า…เป็นเครื่องมือที่ช่วย “จำกัดจังหวะ” ของการเคลื่อนไหวในพื้นที่สาธารณะ แม้กฎหมาย…จะไม่ได้ห้ามโดยตรงก็ตาม
ประเด็นสำคัญ จึงไม่ได้อยู่ที่การติดหรือไม่ติดกำไล EM? หากแต่อยู่ที่ “ความจำเป็น” และ “บริบท” ของการใช้มาตรการดังกล่าว ในภาวะที่สังคมไทยยังมีความเคลือบแคลงใจต่อต่อกระบวนการยุติธรรม
ดังนั้น ทุกการตัดสินใจของรัฐ จึงย่อมอาจถูก “ตีความ” เกินกว่าตัวบทกฎหมาย!!??
ถึงตรงนี้! คำถามที่สังคมไทยกำลังเผชิญอยู่ จึงอาจไม่ใช่เพียงเรื่องของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง? แต่เป็นคำถามที่พึงมีต่อระบบโดยรวม ว่า…การใช้กฎหมายในสถานการณ์ที่มีแรงกดดันทางการเมืองสูงนั้น ยังคงตั้งอยู่บนหลักการเพียงใด?
หรือทั้งหมดเป็นเพียง…การ “ปรับจังหวะ” ในทางการเมือง เพื่อให้สอดคล้องกับความจำเป็นในอีกมิติหนึ่ง
และบางที กำไล EM ที่ถูกมองเห็นชัดเจน อาจไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สุด! หากแต่เป็น…สิ่งที่มองไม่เห็น และเงื่อนไขที่ระบบวางไว้
เหล่านี้…อาจเป็น “ตัวกำหนด” ทิศทางของการเมืองไทยในช่วงเวลาหลังจากนี้ ก็เป็นได้!!!.






