เปลี่ยน! สู่ปรับโครงสร้าง?

(ธพว.กางกลยุทธ์ใหม่! เปลี่ยน ‘อุ้ม’ สู่แนะปรับโครงการธุรกิจ กับเกม ‘รีเซ็ต – SME ไทย’ บนแนวคิด ‘ร่มรัฐที่ไม่หุบ?’)

กับแนวคิด “ร่มที่กางแล้วไม่มีวันหุบ” SME D Bank ได้ “ส่งสัญญาณ” นโยบายเศรษฐกิจครั้งสำคัญ! ผ่านเม็ดเงินหมุนเวียนกว่า 9 หมื่นล้านบาท ที่ไม่ใช่แค่…การเยียวยา แต่เป็น Stimulus เชิงรุก! หวังเร่งปรับโครงสร้าง SME ไทย สู้แรงกดดันจากวิกฤตพลังงาน และเมื่อรัฐเลือกใช้จังหวะนี้ “รีเซ็ต” วิธีคิดและโมเดลธุรกิจใหม่ มาลุ้นกันว่า…ผู้ประกอบการใด? จะปรับตัวเองได้ทัน! ในเกมเศรษฐกิจใหม่ที่ถูกออกแบบมาเพื่อการนี้
ในช่วงเวลาที่ เศรษฐกิจไทย “ถูกบีบ” ด้วย…ต้นทุนพลังงานจากความขัดแย้งโลก? สิ่งที่เกิดขึ้น! ไม่ใช่แค่แรงกระแทกระยะสั้นต่อผู้ประกอบการ แต่คือ…แรงกดดันเชิงโครงสร้างที่กำลังบีบให้ SME ไทยต้อง “เปลี่ยน” มากกว่า “ประคอง”
ภายใต้สถานการณ์นี้ บทบาทของ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank จึงได้รับการ “ยกระดับ” จาก “ผู้ให้สินเชื่อ” ไปสู่ “เครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐ” อย่างชัดเจน
สอดรับกับสิ่งที่ นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ SME D Bank ระบุว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1 ปี 2569 มีแนวโน้มชะลอตัวลงชัดเจน จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง กระทบรุนแรงต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยที่ต้องเผชิญต้นทุนธุรกิจและภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น
ธนาคารจึงมุ่งมั่นเป็น “กลไกสำคัญ” ของภาครัฐ ช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยให้ข้ามผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปให้ได้
พร้อมกับ “ปูทาง” สร้างความยั่งยืนในระยะยาว ภายใต้แนวทาง “ร่มที่กางแล้วไม่มีวันหุบ” ที่คอยช่วยเหลือในทุกสถานการณ์
ผ่าน…บริการ “ด้านเติมทุน” ที่ปรับปรุงกระบวนการอำนวยสินเชื่อและผ่อนปรนเงื่อนไข สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน ช่วยให้ผู้ประกอบการรายเล็กเข้าถึงสินเชื่อได้รวดเร็ว
สำหรับแนวคิด “ร่มที่กางแล้วไม่มีวันหุบ” ข้างต้น อาจไม่ได้เป็นเพียง “วาทกรรม” ปลอบใจผู้ประกอบการ แต่มันได้สะท้อนการ “วางตำแหน่ง” เชิงนโยบาย ว่า…
จากนี้ไป รัฐจะไม่ปล่อยให้ SME ล้มกลางวิกฤต และพร้อมจะ “ยืนระยะ” ไปตลอดทั้งปีงบประมาณ 2569 โดยเฉพาะ ในอีก 3 ไตรมาสที่เหลือ ซึ่งหมายถึงการสร้าง “ความเชื่อมั่นเชิงระบบ” ให้กับเศรษฐกิจฐานราก ที่เป็นแหล่งจ้างงานหลักของประเทศ
อย่างไรก็ตาม หากมองให้ลึกลงไป “ร่ม” ที่ถูกกางไว้นั้น ไม่ได้มีไว้เพื่อกันฝนเพียงอย่างเดียว แต่กำลังทำหน้าที่เป็น “พื้นที่บังคับปรับตัว” ภายใต้เงื่อนไขใหม่ของเศรษฐกิจ
นั่นก็คือ…ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เข้ามาอยู่ใต้ร่มนี้ จะไม่ได้แค่…การได้รับความช่วยเหลือ แต่จะต้องเดินเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนผ่าน ไม่ว่าจะเป็น…
การเข้าถึงแหล่งทุน การปรับโครงสร้างหนี้ หรือ การพัฒนาทักษะใหม่

ประเด็นผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกของปี 2569 ที่ เอ็มดี. SME D Bank ระบุว่า สามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนกว่า 90,720 ล้านบาท และการปล่อยสินเชื่อกว่า 19,800 ล้านบาท นั้น
สิ่งนี้…ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นแค่เพียงมาตรการ “เยียวยา”
แต่ควรถูกมองว่า…เป็น “Stimulus เชิงรุก” หรือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเดินเกมล่วงหน้า ที่รัฐใช้เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จาก…ฐานล่างขึ้นบน (Bottom-up) ซึ่งแตกต่างจากแนวทางเดิมที่มักเน้นการกระตุ้นผ่าน…ภาคธุรกิจขนาดใหญ่
นัยสำคัญของเม็ดเงินก้อนนี้ อยู่ที่การ “ผูกเงื่อนไขการเปลี่ยนแปลง” เข้าไปกับการสนับสนุน เช่น การส่งเสริมให้ SME ลงทุนในพลังงานสะอาด เทคโนโลยี และนวัตกรรม หรือแม้แต่ การผลักดันให้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัลผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ
สะท้อนว่า…รัฐไม่ได้ต้องการเพียงให้ธุรกิจ “อยู่รอด” แต่ต้องการให้ “เปลี่ยนรูปแบบการอยู่รอด” ไปสู่…ความยั่งยืน
เมื่อพิจารณา โครงสร้างการดำเนินงานใน 3 มิติ ที่ นายพิชิต กล่าวเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็น…
1.มิติเข้าถึงแหล่งทุน จัดเตรียมวงเงินรวมกว่า 20,000 ล้านบาท สนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายเล็กและรายกลางเข้าถึงแหล่งเงินทุน อัตราดอกเบี้ยต่ำเพียง 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก ผ่อนชำระนานสูงสุดถึง 10 ปี ช่วยให้มีสภาพคล่องเพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจในภาวะวิกฤต
รวมถึง สามารถยกระดับปรับตัวเพิ่มผลิตภาพ หันมาใช้พลังงานสะอาด พลังงานทดแทน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ก้าวสู่อุตสาหกรรมสีเขียว ได้แก่
“สินเชื่อ SME Green Productivity” วงเงินกู้สูงสุดต่อราย 30 ล้านบาท มุ่งสนับสนุนลงทุนติดตั้งเครื่องจักรอุปกรณ์ใช้พลังงานสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์ ยานพาหนะ EV เป็นต้น
“สินเชื่อ ปลุกพลัง SME” วงเงินกู้สูงสุดต่อราย 1 ล้านบาท สนับสนุนเอสเอ็มอีรายเล็กเข้าถึงแหล่งทุน โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน
และ “สินเชื่อ Beyond ติดปีก SME” วงเงินกู้สูงสุดต่อราย 30 ล้านบาท เน้นยกระดับเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ
2.มิติช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบาง ผ่าน แนวทาง 3 ลด ได้แก่ 1. ลดเงินต้น 2. ลดอัตราดอกเบี้ย และ 3. ลดค่างวด โดยธนาคารจะพิจารณาตามความสามารถของกิจการ ช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีลดภาระการเงิน สามารถประคับประคองกิจการ รักษาการจ้างงาน สร้างโอกาสพลิกฟื้นกิจการ เริ่มต้นใหม่ได้อีกครั้ง
และ 3.มิติยกระดับเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการ Upskill-Reskill สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เช่น ขยายตลาด เพิ่มรายได้ ลดภาระต้นทุนธุรกิจ พัฒนาสร้างรากฐานสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ ปรับตัวสู่ธุรกิจสีเขียว (Green Business) เติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว ด้วยกิจกรรม Onsite ควบคู่ Online ผ่านแพลตฟอร์ม DX by SME D Bank ใช้บริการได้ที่ ตลอด 24 ชม.
จากข้อมูลข้างต้น เห็นได้ว่า…นี่คือ การออกแบบ “วงจรการฟื้นตัว” ที่ครบตั้งแต่ระยะวิกฤตไปจนถึงระยะเติบโต
สิ่งที่ SME D Bank ทำ! ไม่ใช่เพียงแค่…การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็น…การวางรากฐานใหม่ให้กับระบบเศรษฐกิจ SME ทั้งระบบ!!!
ในอีกด้านหนึ่ง การที่ SME D Bank สามารถ ลดระดับหนี้เสีย (NPL) ลงมาอยู่ที่ประมาณ 7.86% พร้อมอัตราสำรองที่สูงกว่า 158%
มันสะท้อนถึง…ความสามารถในการบริหารความเสี่ยงของสถาบันการเงินรัฐ แต่ก็ยังเป็นตัวเลขที่ต้องจับตาในระยะถัดไป เพราะหากการฟื้นตัวของ SME ไม่เป็นไปตามคาด???
“ร่ม” ที่กางไว้! อาจเป็นสิ่งที่ SME D Bank ต้องแบกรับน้ำหนัก! มากกว่าที่ประเมินไว้ตั้งแต่แรกก็เป็นได้
ท้ายที่สุด! สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนับจากนี้ไป อาจไม่ใช่แค่การ “ช่วยเหลือ SME” แต่มันคือ…การ “ออกแบบ SME ใหม่” ให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจยุคพลังงานแพง เทคโนโลยีสูง และการแข่งขันระดับโลก
และนี่คือ…เหตุผลสำคัญที่ทำให้เม็ดเงิน 90,000 ล้านบาท มีความหมายมากกว่าตัวเลขธรรมดาๆ เพราะมันคือ…เครื่องมือในการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของประเทศ ในอนาคตอันใกล้!!!
ถึงตรงนี้ สังคมไทยอาจต้องตั้งคำถามที่มีมากกว่าคำถาม ที่ว่า…“รัฐช่วยมากพอหรือยัง?” แต่ควรตั้งคำถามตัวโตๆ ถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ นั่นก็คือ…
ภายใต้แนวคิด…“ร่มที่ถูกกางเอาไว้ และจะไม่ถูกหุบลงในเร็ววัน” ของภาครัฐ นั้น “ผู้ประกอบการ SME ไทย…พร้อมมากพอแล้วหรือยัง? ที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง!!!”.






