คต.ควงผู้ส่งออกลุยญี่ปุ่น ดันส่งออกข้าวไทยปี’69

กรมการค้าต่างประเทศนำคณะผู้ส่งออกข้าวไทยพบภาครัฐ–เอกชนญี่ปุ่น พร้อมจัดกิจกรรมโปรโมตข้าวไทย กระตุ้นความต้องการบริโภคและรักษาส่วนแบ่งตลาด หวังดันยอดส่งออกปี 2569

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ(คต.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในระหว่างวันที่ 17 – 21 เมษายน 2569 ได้นำคณะผู้ส่งออกข้าวไทยเดินทางเยือนประเทศญี่ปุ่น เพื่อพบปะหารือและกระชับความสัมพันธ์ทางการค้ากับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับสินค้าข้าวของญี่ปุ่น พร้อมทั้งจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ข้าวไทยร่วมกับร้านอาหารไทยในญี่ปุ่น เพื่อกระตุ้นความต้องการบริโภคข้าวไทยและรักษาส่วนแบ่งตลาดข้าวไทยในญี่ปุ่น

กรมฯ ได้นำคณะผู้ส่งออกข้าวไทยพบบริษัท Overseas Merchandise Inspection Company (OMIC) ซึ่งเป็นหน่วยงานตรวจสอบคุณภาพข้าวนำเข้าของญี่ปุ่น และผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่และสำคัญของญี่ปุ่น ได้แก่ บริษัท Itochu Corporation, Ltd., บริษัท Kanematsu Corporation และบริษัท Kitoku Shinryo Co. โดยบริษัททั้ง 4 ต่างมีความสัมพันธ์ทางการค้าข้าวที่ดีกับกรมฯ และผู้ส่งออกข้าวไทยมาอย่างยาวนาน บรรยากาศการหารือจึงเป็นไปด้วยความอบอุ่นและชื่นมื่น โดยบริษัทดังกล่าวต่างให้ความเห็นพ้องกันว่า จากการตรวจสอบคุณภาพข้าวไทยและนำเข้าข้าวไทยมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ข้าวไทยยังคงมีคุณภาพและมาตรฐานที่ดี รวมทั้งปลอดภัยต่อผู้บริโภคในญี่ปุ่นจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งส่งมอบข้าวได้ตามกำหนดเวลาและทันต่อความต้องการข้าวของญี่ปุ่นมาโดยตลอด ผู้นำเข้าข้าวทั้ง 3 บริษัทจึงต่างยืนยันว่า จะยังคงนำเข้าข้าวไทยต่อไป แม้ว่าจะนำเข้าข้าวไทยนอกโควตาที่ต้องเสียภาษีประมาณ 341 เยน/กิโลกรัม (68 บาท/กิโลกรัม) นอกจากนี้ ทั้ง 3 บริษัทยังให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ความต้องการข้าวไทยในญี่ปุ่นยังคงมีอย่างต่อเนื่องทั้งในภาคอุตสาหกรรมแปรรูป (เซมเบ้ โชยุ มิโซะ และเหล้าอาวาโมริ) และเพื่อการบริโภคในครัวเรือนและร้านอาหาร (Table use) จึงเห็นว่า ข้าวไทยยังมีโอกาสเติบโตในตลาดญี่ปุ่นอย่างมาก

นอกจากนี้ ยังได้พบหารือกับบริษัท Hanamaruki Foods Inc. ซึ่ง เป็นผู้ผลิตมิโซะรายใหญ่ของญี่ปุ่น โดยผลิตภัณฑ์ของบริษัทใช้ข้าวเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตสินค้าโดยที่ผ่านมาใช้ข้าวญี่ปุ่นเท่านั้น ต่อมาเห็นว่าข้าวไทยมีคุณสมบัติและรสชาติที่ดีและใกล้เคียงกับข้าวญี่ปุ่น ประกอบกับราคาข้าวไทยเหมาะสม จึงได้ปรับสูตรมิโซะสำหรับทำจากข้าวไทย ปัจจุบันข้าวไทยจึงเป็นวัตถุดิบหลักสำคัญในการผลิตมิโซะของบริษัท และยืนยันว่าจะยังคงใช้ข้าวไทยต่อไปอย่างแน่นอน

ในโอกาสนี้ กรมฯ ยังได้นำคณะผู้ส่งออกข้าวไทยเข้าพบอธิบดีกรมผลิตผลการเกษตร (Crop Production Bureau) ของกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงของญี่ปุ่น (Ministry of Agriculture, Forestry and Fisheries: MAFF) ซึ่งเป็นหน่วยงานภาครัฐที่ทำหน้าที่กำหนดปริมาณการนำเข้าข้าวและกำกับดูแลการประมูลเพื่อนำเข้าข้าวของญี่ปุ่น โดยทั้ง 2 ฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อมูลและมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์การค้าข้าวระหว่างกัน โดยฝ่ายญี่ปุ่นให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันราคาข้าวในญี่ปุ่นได้ปรับตัวลดลง เนื่องจากในระยะที่ผ่านมาภาครัฐโดยหน่วยงาน MAFF ได้ทยอยนำข้าวเมล็ดกลาง และเมล็ดสั้น (ชาวญี่ปุ่นนิยมบริโภคข้าวเมล็ดกลางและเมล็ดสั้น) ในสต็อกของรัฐออกมาระบายสู่ตลาด และคาดว่าในเดือนพฤษภาคมหน่วยงาน MAFF จะเริ่มทยอยเปิดประมูลนำเข้าข้าวเมล็ดกลางและเมล็ดสั้นจากต่างประเทศ เพื่อทดแทนข้าวในสต็อก อย่างไรก็ดี ฝ่ายไทยได้ขอให้ฝ่ายญี่ปุ่นพิจารณารักษาระดับการนำเข้าข้าวไทยในปริมาณที่ใกล้เคียงกับที่ผ่านมาประมาณ 300,000 ตัน/ปี เพื่อเป็นการแสดงไมตรจิตรดีที่ต่อกัน

ปัจจุบันอาหารไทยในญี่ปุ่นได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก กรมฯ จึงได้ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโตเกียว จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ข้าวไทย ณ ร้านอาหารไทย Jasmin Thai Terrace Akasaka ในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีผู้นำเข้าข้าว ผู้ประกอบการ และสื่อมวลชนมาเข้าร่วมกิจกรรมรวมประมาณกว่า 40 ราย โดยกรมฯ ได้จัดแสดงตัวอย่างข้าวไทยชนิดต่างๆ ประกอบด้วย ข้าวหอมมะลิไทย ข้าวหอมไทย ข้าวขาว ข้าวเหนียว ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวสังข์หยด และข้าวหอมนิล เพื่อนำเสนอความหลากหลายของข้าวไทยที่มีคุณภาพและมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ควบคู่กับการสร้างการจดจำเกี่ยวกับเครื่องหมายรับรองข้าวหอมมะลิไทย พร้อมทั้งแจกสื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ ได้แก่ แผ่นพับและใบปลิว เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานข้าวไทย เครื่องหมายรับรองข้าวหอมมะลิไทย และความหลากหลายของข้าวไทย

พร้อมแจกของที่ระลึกที่มีเครื่องหมายรับรองข้าวหอมมะลิไทย เพื่อสร้างการรับรู้และจดจำ พร้อมทั้งจัดให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ชิมข้าวพรีเมียมไทย ได้แก่ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ และข้าวสังข์หยด ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะทั้งด้านกลิ่น รสชาติ และคุณค่าทางโภชนาการ นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมสาธิตการปรุงอาหารไทยซึ่งเป็นเมนูยอดฮิตในญี่ปุ่นผัดกะเพราหมูสับ และได้เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้ทานข้าวหอมมะลิไทยคู่กับอาหารไทยที่เป็นที่นิยมในญี่ปุ่น ได้แก่ ไข่เจียว ผัดกะเพรา แกงเขียวหวาน และต้มยำกุ้ง รวมทั้งอาหารหวานอย่างข้าวเหนียวมะม่วง ซึ่งต่างชื่นชมว่า ข้าวไทยมีรสชาติดี นุ่ม และมีกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ สร้างความประทับใจแก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ ในงานดังกล่าว กรมฯ ยังได้มอบเครื่องหมายรับรองข้าวหอมมะลิไทยให้แก่ร้านอาหารไทย Jasmin Thai Terrace ซึ่งมี 11 สาขาในกรุงโตเกียว เพื่อแสดงว่าร้านอาหารนี้ใช้ข้าวหอมมะลิไทยที่มีแหล่งกำเนิดจากประเทศไทยและมีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐานที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด โดยปัจจุบันกรมฯ ได้มอบเครื่องหมายรับรองข้าวหอมมะลิไทยให้แก่ร้านอาหารไทยในต่างประเทศทั่วโลกแล้วรวม 41 ร้าน สำหรับประเทศญี่ปุ่น ร้าน Jasmin Thai Terrace เป็นร้านแรกที่ได้รับเครื่องหมายรับรองดังกล่าว โดยกรมฯ จะร่วมกับ สคต. ณ กรุงโตเกียว เดินหน้าประชาสัมพันธ์และมอบเครื่องหมายดังกล่าวในญี่ปุ่นต่อไป

อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศเปิดเผยเพิ่มเติมว่า แต่ละปีญี่ปุ่นนำเข้าข้าวจากต่างประเทศประมาณ 760,000 ตัน/ปี แบ่งเป็นเพื่อใช้ในอุตสาหกรรม ประมาณ 660,000 ตัน และเพื่อใช้ในครัวเรือนและร้านอาหาร  ประมาณ 100,000 ตัน โดยไทยส่งออกข้าวไปญี่ปุ่นปีละประมาณ 290,000 – 300,000 ตัน คิดเป็นสัดส่วนของข้าวไทยประมาณร้อยละ 38 – 39 ของปริมาณการนำเข้าข้าวของญี่ปุ่น สำหรับชนิดข้าวไทยที่ส่งไปญี่ปุ่นส่วนใหญ่เป็นข้าวขาว ข้าวเหนียว และข้าวหอมมะลิไทย ดังนั้น การเดินทางเยือนญี่ปุ่นครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการกระชับความสัมพันธ์ทางการค้า เพื่อยกระดับไปสู่การเป็นพันธมิตรทางการค้าข้าว (strategic partner) ที่ดีระหว่างกันแล้ว ยังเป็นการกระตุ้นความต้องการบริโภคข้าวไทยในภาคครัวเรือนและร้านอาหารให้เพิ่มขึ้น และสร้างการจดจำและการระลึกถึงข้าวไทยเมื่อนึกถึงข้าวตามแนวคิด Think Rice Think Thailand.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password