ธนารักษ์ มอบที่ราชพัสดุยกระดับชีวิตชุมชน เดินหน้า ‘เอื้อราษฎร์’

กรมธนารักษ์ เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “ธนารักษ์เอื้อราษฎร์” มอบสัญญาเช่าที่ราชพัสดุให้ประชาชน จ.ราชบุรี กว่า 100 ราย ช่วยเพิ่มโอกาสเข้าถึงที่อยู่อาศัยและที่ทำกินในอัตราผ่อนปรน ยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างรายได้ และเสริมความเข้มแข็งให้ชุมชนอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 นายอัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า กรมธนารักษ์เป็นหน่วยงาน ในสังกัดกระทรวงการคลังที่มีภารกิจหน้าที่ปกครอง ดูแล และบำรุงรักษาที่ราชพัสดุ ได้นำที่ราชพัสดุในความครอบครองของส่วนราชการต่างๆ ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ในราชการ มาบริหารจัดการที่ราชพัสดุให้เกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุด และสนับสนุนนโยบาย การดำเนินโครงการของรัฐบาลตามแนวทางการแก้ไขปัญหาความยากจนของชาติที่มุ่งแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ทำกินให้แก่ราษฎร โดยให้ประชาชนที่ถือครองที่ราชพัสดุอยู่ก่อนวันที่ 4 ตุลาคม 2546 และไม่โต้แย้งกรรมสิทธิ์ เช่าที่ราชพัสดุในอัตราผ่อนปรน ผ่านกลไกการจัดให้เช่าของกรมธนารักษ์ตามกฎหมายที่ราชพัสดุ ส่งผลให้ราษฎร ที่ยินยอมเช่าที่ราชพัสดุภายใต้โครงการธนารักษ์เอื้อราษฎร์ มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน ทั้งด้านสาธารณูปโภค ระบบสาธารณูปการ และเข้าถึงบริการสาธารณะขั้นพื้นฐานของทางราชการ อีกทั้งสร้างรายได้ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและการสร้างความเข้มแข็งด้านสังคมให้กับราษฎร

สำหรับการมอบสัญญาเช่าในพื้นที่ครั้งนี้ กรมธนารักษ์ดำเนินการนำที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียนที่ รบ.553 ตำบลสวนผึ้ง อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี มาจัดสรรให้ประชาชน จังหวัดราชบุรี จำนวน 100 ราย (100 สัญญา) เนื้อที่ประมาณ 699 – 1 – 52 ไร่ แบ่งเป็น เพื่ออยู่อาศัย จำนวน 53 ราย เนื้อที่ 75 – 0 -19 ไร่ และเพื่อประกอบการเกษตร จำนวน 47 ราย เนื้อที่ 624 – 1 – 33 ไร่

สำหรับโครงการธนารักษ์เอื้อราษฎร์ เป็นการขับเคลื่อนตามนโยบายของรัฐบาลเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหา ที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินให้แก่ประชาชน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม เพิ่มคุณภาพชีวิตด้านที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน และในปี พ.ศ. 2569 กรมธนารักษ์ได้สนองนโยบายรัฐบาลในการดำเนินการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินให้แก่ประชาชนภายใต้โครงการ “ธนารักษ์เอื้อราษฎร์” อย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าหมายจะดำเนินกิจกรรมมอบสัญญาเช่า ที่ราชพัสดุให้กับประชาชนภายในปี พ.ศ. 2569 ไม่น้อยกว่า 6 พื้นที่ ซึ่งคาดว่าจะสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจให้แก่ท้องถิ่นได้มากขึ้นและเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรให้มีความยั่งยืนต่อไป นายอัครุตม์ กล่าวในตอนท้าย.








