สรรพสามิตคุมเข้มสงกรานต์! ลุยสแกน ‘ใบอนุญาตร้านสุรา-ปราบขายผิด กม.’

+ อธิบดีกรมสรรพสามิต ขานรับข้อเสนอ “เครือข่ายต้าน Lกฮ.” สั่งยกระดับคุมเข้มช่วงสงกรานต์ ตรวจใบอนุญาตจำหน่ายสุราทั่วประเทศ พร้อมลุยปราบลักลอบขายในจุดเล่นน้ำ-พื้นที่กิจกรรม หวังลดความเสี่ยงทางสังคมและอุบัติเหตุ

ดร. พรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า จากข้อเสนอของเครือข่ายรณรงค์ป้องกันแอลกอฮอล์และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ที่ต้องการเห็นกรมฯ เพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วงสงกรานต์ เพื่อป้องกันผลกระทบทางสังคมและลดพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจนำไปสู่อุบัติเหตุหรือความสูญเสีย

ทั้งนี้ ตนได้สั่งการให้สำนักงานสรรพสามิตทั่วประเทศเร่งตรวจสอบร้านค้าที่มีการจำหน่ายสุราว่ามีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ควบคู่กับการปราบปรามการลักลอบจำหน่ายในพื้นที่เล่นน้ำและพื้นที่จัดงานที่มีประชาชนรวมตัวจำนวนมาก โดยให้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานในพื้นที่ตามความเหมาะสม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแลและปิดช่องว่างการกระทำผิด

พร้อมกันนี้ กรมสรรพสามิตยังเร่งประชาสัมพันธ์และสร้างความเข้าใจกับผู้ประกอบการให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งเรื่องสถานที่จำหน่าย ช่วงเวลาห้ามขาย การห้ามส่งเสริมการขาย รวมถึงข้อห้ามสำคัญในการจำหน่ายให้แก่ผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปี และผู้ที่อยู่ในอาการมึนเมา

หากฝ่าฝืน ไม่เพียงมีโทษทางอาญา แต่ผู้ขายยังอาจต้องรับผิดทางแพ่ง หากการจำหน่ายดังกล่าวนำไปสู่ความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินของผู้อื่น

กรมสรรพสามิตขอความร่วมมือประชาชนและผู้ประกอบการร่วมกันปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และสามารถแจ้งเบาะแสการกระทำความผิด ได้ที่สายด่วนกรมสรรพสามิต 1713 หรือสำนักงานสรรพสามิตในพื้นที่ เพื่อร่วมกันสร้างความปลอดภัยในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้” อธิบดีกรมสรรพสามิต ย้ำทิ้งท้าย

จากข่าวข้างต้น เมื่อมองในเชิงยุทธศาสตร์ ว่าด้วย…มาตรการคุมเข้มการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ของกรมสรรพสามิตในครั้งนี้

ภาพดังกล่าว มันสะท้อนภาพการปรับบทบาทของหน่วยงานรัฐ จากเดิมที่เน้นภารกิจจัดเก็บรายได้ ไปสู่การเป็นกลไกเชิงรุกด้าน “ความปลอดภัยสาธารณะ”

โดยใช้เครื่องมือทางกฎหมายและการกำกับดูแลตลาดควบคู่กัน ซึ่งถือเป็นการเชื่อมโยงนโยบายการคลังเข้ากับมิติทางสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

ขณะเดียวกัน การเน้นตรวจสอบ “ใบอนุญาต” และการปราบปรามในพื้นที่เสี่ยง เช่น จุดเล่นน้ำและพื้นที่จัดกิจกรรมขนาดใหญ่ เป็นการใช้แนวคิด “จัดการเชิงพื้นที่ (Area-based enforcement)” เพื่อปิดช่องว่างการกระทำผิดในจุดที่มีโอกาสเกิดปัญหาสูง ลดภาระการบังคับใช้กฎหมายแบบกระจายตัว และเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมพฤติกรรมเสี่ยงในช่วงเวลาที่มีความอ่อนไหวทางสังคม

อีกมิติสำคัญ นั่นก็คือ…การดึงภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังและแจ้งเบาะแส ซึ่งเป็นการเสริม “พลังเครือข่าย” ให้กับรัฐในการกำกับดูแล โดยเฉพาะ ในสถานการณ์ที่เจ้าหน้าที่มีข้อจำกัดด้านกำลังคน

การสร้างกลไกความร่วมมือเช่นนี้…ไม่เพียงช่วยเพิ่มการเข้าถึงข้อมูลเชิงพื้นที่แบบเรียลไทม์ แต่ยังเป็นการปลูกฝังวัฒนธรรมการมีส่วนร่วมของสังคมในการบังคับใช้กฎหมาย

อันจะนำไปสู่ความยั่งยืนของมาตรการในระยะยาวอีกด้วย!!!.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password