3 หมื่น Grab EV วิ่งทั่วไทย

(กลยุทธ์เจ้าตลาด เร่งเกมรุก! ผุด 2 โมเดล ‘เช่า -ผ่อน’ หนุน รถ EV ฝ่าน้ำมันแพง เขย่าต้นทุนคนขับยุคใหม่)

แกร็บเร่งขยายโครงการ EV สู้กระแสราคาน้ำมันโลกผันผวน ผนึก 9 พันธมิตรใหม่ เพิ่มทางเลือก “เช่า-ผ่อน” ลดภาระคนขับ หวังขยายการเข้าถึงยานยนต์ไฟฟ้าให้กับคนขับทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ผ่านโปรแกรม “เช่าครบจบบนแอป” และ “ผ่อนขับรับรถ” เพิ่มทางเลือกและลดต้นทุนการให้บริการ  เผย! ตัวเลขรถ Grab EV ล่าสุด ทะลุ 30,000 คันแล้ว

นางสาวจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า แกร็บถือเป็นแพลตฟอร์มแรกที่ส่งเสริมและผลักดันการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อให้บริการในประเทศไทยนับตั้งแต่ปี 2563 โดยเราได้ร่วมมือกับพันธมิตรในหลายภาคส่วน ทั้งบริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่าย EV ผู้ให้บริการสถานีชาร์จและระบบบริหารจัดการชาร์จแบตเตอรี ตลอดจนสถาบันการเงิน เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงรถ EV ในกลุ่มคนขับและไรเดอร์ พร้อมพัฒนาความร่วมมือและปรับปรุงการดำเนินโครงการมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน โครงการ Grab EV มีคนขับที่ให้บริการรับ-ส่งผู้โดยสารและไรเดอร์จัดส่งอาหาร-สินค้าด้วย EV ทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ รวมแล้วมากกว่า 30,000 คัน ขณะเดียวกัน ผู้ใช้บริการก็ให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น สะท้อนผ่านยอดการเปิดฟีเจอร์เลือกใช้รถอีวี (Grab EV Rides) เพิ่มขึ้นกว่า 35% (เปรียบเทียบไตรมาสแรกของปี 2569 กับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า)”

จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันมีความผันผวนและปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความท้าทายด้านต้นทุนในอุตสาหกรรมการเดินทางและภาคการขนส่ง ในฐานะ ผู้นำแพลตฟอร์มเรียกรถและเดลิเวอรีที่มีคนขับให้บริการหลายแสนคนในประเทศไทย แกร็บจึงเร่งเดินหน้าโครงการ Grab EV อย่างต่อเนื่อง โดยไม่เพียง เปิดโอกาสให้คนที่มีรถ EV สามารถให้บริการผ่านแพลตฟอร์มได้ แต่ยังส่งเสริมให้คนขับในระบบที่มีความสนใจสามารถเข้าถึงยานยนต์ไฟฟ้าผ่านการเช่าหรือผ่อนกับบริษัทพันธมิตร ล่าสุด เราได้ผนึกความร่วมมือกับ 9 พันธมิตรรายใหม่ ครอบคลุมทั้งรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า เพื่อขยายโอกาสในการเข้าถึง EV ให้กับคนขับทั่วประเทศ พร้อมร่วมกันสร้างอีโคซิสเต็มของยานยนต์ไฟฟ้าที่ครบวงจรมากขึ้น

ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ แกร็บยังคงสนับสนุนให้คนขับและไรเดอร์สามารถให้บริการด้วยรถ EV ผ่าน 2 โปรแกรมหลัก นั่นคือ…

โปรแกรม “เช่าครบจบบนแอป”: แกร็บผนึกจับมือกับ 5 พันธมิตรผู้ให้บริการเช่าแท็กซี่ไฟฟ้า อันได้แก่ อีวีเซเว่น (EV7) ช.พัฒนาแท็กซี่ สหกรณ์สยามแท็กซี่ สหกรณ์มิตรแท้แท็กซี่ และ พี-ไบค์ (P-bike) เปิดให้บริการเช่ารถแท็กซี่ไฟฟ้าเพื่อให้บริการรับ-ส่งผู้โดยสารผ่านแอปพลิเคชัน Grab ด้วยค่าเช่าเริ่มต้นที่ 800 บาทต่อวัน นอกจากนี้ ยังได้ร่วมมือกับ สลีกอีวี (SLEEK EV) เปิดให้บริการเช่ารถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อให้บริการเดลิเวอรี ด้วยค่าเช่าเริ่มต้นที่ 125 บาทต่อวัน

โปรแกรม “ผ่อนขับรับรถ”: โดย แกร็บได้ผนึกความร่วมมือกับ 2 พันธมิตรใหม่อย่าง ซีแอล แอนด์ วี กรุ๊ป คาร์เร้นท์ (CL & V GROUP CAR RENT) และ บอร์โรว์ โมบิลิตี้ (โดย บี ออโต้เฮาส์) (BORROW MOBILITY By B Autohaus) เปิดโอกาสให้คนขับแกร็บสามารถเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าได้ โดยพิจารณาอนุมัติสินเชื่อจากประวัติในการให้บริการ ด้วยอัตราผ่อนจ่ายรายวันเริ่มต้นที่ 600 บาท ในระยะสัญญา 5 ปี

พร้อม สิทธิประโยชน์อื่นๆ อาทิ ประกันรถยนต์สาธารณะ (ชั้น1) ฟรีค่าบำรุงรักษาตามรอบ รับประกันแบตเตอรี่พิเศษสูงสุด 8 ปีหรือ 600,000 กิโลเมตร และเปลี่ยนยางฟรี 4 เส้นต่อปี ตลอดระยะเวลา 5 ปี (20 เส้น) เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังได้ร่วมมือกับ อีเอ็ม มอเตอร์ (EM Motor) เพื่อให้ไรเดอร์สามารถเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าได้ ด้วยอัตราผ่อนจ่ายรายวันเริ่มต้นเพียง 105 บาท ในระยะสัญญา 2-3 ปี พร้อมสิทธิประโยชน์ต่างๆ อาทิ ฟรีค่าเปลี่ยนยาง 1 คู่ (2 เส้น) และผ้าเบรค 4 คู่ (8 ชิ้น) เป็นต้น

อีกทั้ง แกร็บยังพยายามเพิ่มการเข้าถึงสถานีชาร์จ EV เพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับคนขับผ่านการผนึกพันธมิตรกับสถานีชาร์จชั้นนำที่มีเครือข่ายจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น สถานี Sharge โดย บริษัท ชาร์จ แมเนจเม้นท์ จำกัด สถานี Spark EV ที่ตั้งในสถานีบริการน้ำมันบางจาก (BCP) และ สถานี Altervim Super Charge

ทั้งนี้ โครงการ Grab EV ถือเป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจ “GrabForGood” ที่มุ่งส่งเสริมให้คนขับแกร็บเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้ยานยนต์ที่มีคาร์บอนต่ำหรือเป็นศูนย์ เพื่อบรรลุเป้าหมายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ให้ได้ภายในปี 2583 ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนในสำนักงาน การปรับรูปแบบการดำเนินงานและนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อลดการปล่อยคาร์บอน และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ใช้บริการ

นอกจากนี้ แกร็บ ประเทศไทย ยังเดินหน้าขยายความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนอย่างต่อเนื่องเพื่อส่งเสริมความยั่งยืนและสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อสังคม (Winning Sustainable Impact) ซึ่งเป็นหนึ่งในสามเป้าหมายหลักของการดำเนินธุรกิจในปี 2569 ภายใต้แนวคิด “Winning with Purpose Together” ที่มุ่งสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนองค์กรอย่างมีเป้าหมาย

ในมุมของ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” มองกลยุทธ์การดำเนินงาน ของ แกร็บ ประเทศไทย  โดยเฉพาะ การเร่งผลักดัน EV ของ Grab Thailand ไม่ได้เป็นเพียงการตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม แต่คือการ “ปรับโครงสร้างต้นทุน” ของระบบแพลตฟอร์มโดยตรง ภายใต้สถานการณ์ราคาน้ำมันที่ผันผวน

ขณะเดียวกัน โมเดล “เช่า-ผ่อน” สะท้อนการขยายบทบาทของแพลตฟอร์มจากตัวกลางจับคู่บริการ ไปสู่การเป็นผู้จัดการระบบเศรษฐกิจย่อย (micro-economy) ที่รวมทั้งแหล่งทุน เครื่องมือทำมาหากิน และโอกาสในการเข้าถึงทรัพย์สินไว้ในระบบเดียว

โดยการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า ยังช่วยลดความเสี่ยงด้านต้นทุนเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญต่อรายได้ของคนขับและเสถียรภาพของระบบบริการโดยรวม

กลยุทธ์นี้…ช่วยลดข้อจำกัดในการเข้าสู่อาชีพ และเพิ่มจำนวนคนขับในระบบได้อย่างมีนัยสำคัญ!!!

อีกด้านหนึ่ง การผนึกพันธมิตรทั้งผู้ผลิตรถ EV สถาบันการเงิน และผู้ให้บริการสถานีชาร์จ สะท้อนความพยายามสร้าง “EV Ecosystem” แบบครบวงจร ซึ่งจะทำให้แพลตฟอร์มมีอำนาจต่อรองและความได้เปรียบเชิงโครงสร้างในระยะยาว โดยเฉพาะในตลาดขนส่งที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

อย่างไรก็ตาม โมเดลดังกล่าวยังมีประเด็นที่ต้องจับตา ทั้งภาระผ่อนชำระรายวันของคนขับ และความสัมพันธ์เชิงพึ่งพาที่เพิ่มขึ้นระหว่างแรงงานกับแพลตฟอร์ม ซึ่งอาจนำไปสู่คำถามสำคัญในอนาคตว่า…

การลดต้นทุนพลังงานครั้งนี้ เป็นการสร้างความยั่งยืนที่แท้จริง หรือเพียงการเปลี่ยนรูปแบบของภาระทางเศรษฐกิจในระบบใหม่เท่านั้น!!??.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password