ส.อ.ท. แถลงผลงานปี 68 เดินหน้า ‘4GO’ ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่อนาคต

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) นำโดยนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. จัดประชุมสามัญประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “GO as ONE : Lead Thailand Forward” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแถลงผลงานการดำเนินงานของ ส.อ.ท. รอบปี 2568 ณ ห้องประชุม BALLROOM 1 – 2ชั้น 1 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ในปี 2568 ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนและไม่แน่นอน ภาคอุตสาหกรรมจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์การดำเนินงานเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะองค์กรภาคเอกชนที่เป็นแกนกลางเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ยังคงมุ่งเน้นยกระดับอุตสาหกรรมไทยและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม ภายใต้วิสัยทัศน์ “เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมไทย เพื่อประเทศไทยที่เข้มแข็งกว่าเดิม” (Strengthen Thai Industries for Stronger Thailand)
ส.อ.ท. เดินหน้าบูรณาการทำงานร่วมกันด้วยทิศทางที่ชัดเจนสู่เป้าหมายที่มั่นคง พร้อมขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยควบคู่ไปกับการรักษาสมดุลในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ภายใต้นโยบาย “ONE FTI” ผ่านยุทธศาสตร์สำคัญ 5 ด้าน ประกอบด้วย 1. Industry Collaboration ผนึกกำลังอุตสาหกรรมไทยให้เข้มแข็ง 2. First 2 Next-Gen Industry ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสู่อนาคต 3. Smart SMEs ยกระดับ SMEs สู่สากล ด้วยกลยุทธ์ 4GO 4. Smart Service Platform พัฒนาการบริการเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไทย และ 5. Sustainability, Achieve ESG ส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมสู่ความยั่งยืน
ส.อ.ท. ตระหนักดีว่าผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ต้องเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อน ทั้งจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี (Digital Disruption) สงครามการค้า ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ตลอดจนวิกฤตพลังงานและปัญหาสิ่งแวดล้อม ดังนั้น ส.อ.ท. จึงมุ่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการผ่านกลยุทธ์ “4GO” ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านภาคอุตสาหกรรมไทย ดังนี้
- GO Digital & AI ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนและเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน พร้อมเสริมสร้างองค์ความรู้และทักษะด้านเทคโนโลยีอย่างเป็นระบบ
- GO Innovation สนับสนุนให้ผู้ประกอบการเข้าถึงงานวิจัยและโครงการด้านนวัตกรรม เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง สร้างความแตกต่าง และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันในตลาด
- GO Global ผลักดันผู้ประกอบการไทยให้สามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานสากล เพื่อเพิ่มโอกาสในการส่งออกและเชื่อมโยงสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก
- GO Green เตรียมความพร้อมผู้ประกอบการสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนตามแนวทาง ESG โดยส่งเสริมการผลิตสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อการลงทุนในเทคโนโลยี นวัตกรรม เครื่องจักรและกระบวนการผลิต ที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และรองรับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมในระดับสากล

จากการขับเคลื่อนการดำเนินงานของ ส.อ.ท. ภายใต้กลยุทธ์ 4GO ได้ก่อให้เกิดโครงการและกิจกรรมสำคัญหลากหลายมิติ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการและสมาชิก ส.อ.ท. พร้อมสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจของประเทศ อาทิ การจัดงาน FTI Expo 2025 ภายใต้แนวคิด “Empowering Thai Industry, Elevating Thailand’s Future” ซึ่งเป็นเวทีแสดงศักยภาพของภาคอุตสาหกรรมไทยในทุกมิติ ทั้งด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และความยั่งยืน ภายในงานมีการจัดแสดงสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการชั้นนำ การเจรจาธุรกิจ (Business Matching) รวมถึงกิจกรรมสัมมนาเชิงวิชาการที่ช่วยเปิดมุมมองใหม่ให้กับผู้เข้าร่วมงาน โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 60,000 คน และสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 2,529 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมีการจัดงานระดับนานาชาติ Foreign Industrial Club (FIC) 2025 ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ มุมมองเชิงนโยบาย และประสบการณ์ทางธุรกิจระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชนไทย และนักลงทุนจากต่างประเทศ โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ การขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุน รวมถึงการเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรในระดับภูมิภาคและระดับโลก งานดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อศักยภาพของเศรษฐกิจไทย และตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการลงทุนที่สำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ส.อ.ท. ยังได้ดำเนินบทบาทเชิงรุกในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยและยกระดับสินค้าไทยผ่าน โครงการ Made in Thailand (MiT) อย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายสำคัญในการส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐให้ความสำคัญกับการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ เพื่อกระตุ้นการใช้สินค้าไทย สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการในประเทศ และเสริมความเข้มแข็งให้กับห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ จากการดำเนินงานดังกล่าว ทำให้โครงการ Made in Thailand (MiT) สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 110,448 ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับผู้ประกอบการไทย แต่ยังมีส่วนสำคัญในการสร้างการจ้างงาน ลดการพึ่งพาการนำเข้า และยกระดับศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว

อีกหนึ่งความก้าวหน้าที่สำคัญ คือ การจัดตั้งกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (Defense Industry Club) ซึ่งนับเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมลำดับที่ 48 ภายใต้ ส.อ.ท. โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาและยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในการเข้าสู่อุตสาหกรรมด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงและมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องในระดับโลก
กลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าวจะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการประสานความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน หน่วยงานด้านความมั่นคง และพันธมิตรจากต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการสร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงโครงการจัดซื้อจัดจ้างด้านการป้องกันประเทศ และขยายตลาดไปสู่ระดับสากล
พร้อมกันนี้ ส.อ.ท. ยังได้เดินหน้าขยายผลและต่อยอดโครงการสำคัญอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรมไทยในหลายมิติ โดยเฉพาะด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และการเข้าถึงตลาดใหม่ ๆ อาทิ โครงการอินโนเวชั่นวัน (Innovation ONE) ซึ่งมุ่งเน้นการสนับสนุนผู้ประกอบการที่มีศักยภาพด้านนวัตกรรม ผ่านกลไกกองทุนและความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อผลักดันให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล
นอกจากนี้ ยังมี โครงการอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture Industry: SAI) ที่นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในภาคการเกษตร ตั้งแต่กระบวนการผลิต การแปรรูป ไปจนถึงการเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบทางการเกษตร เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนและยกระดับรายได้ของเกษตรกรและผู้ประกอบการ
ในระดับพื้นที่ ส.อ.ท. ได้ผลักดัน โครงการ 1 อุตสาหกรรม 1 จังหวัด ผ่านแพลตฟอร์ม Provincial E-Catalog ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางรวบรวมข้อมูลสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการทั่วประเทศ ช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงคู่ค้าทั้งในและต่างประเทศ และสนับสนุนการขยายตลาดในเชิงรุก
ขณะเดียวกัน ยังได้พัฒนา FTI e-Member Card เพื่อยกระดับประสบการณ์ของสมาชิก โดยมอบสิทธิประโยชน์ในด้านต่าง ๆ รวมกว่า 130 รายการ ครอบคลุมทั้งด้านการท่องเที่ยว สุขภาพ การบริการ และสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งช่วยลดต้นทุนและเพิ่มคุณค่าให้กับการเป็นสมาชิกอย่างเป็นรูปธรรม

อีกหนึ่งบทบาทสำคัญของ ส.อ.ท. คือการเป็นตัวแทนภาคอุตสาหกรรมในการสะท้อนมุมมอง ปัญหา และข้อเสนอเชิงนโยบายต่อภาครัฐ โดยมีการรวบรวมความคิดเห็นจากผู้ประกอบการในหลากหลายสาขา เพื่อนำไปสู่การหารือและกำหนดแนวทางร่วมกันในประเด็นด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง พร้อมกันนี้ ส.อ.ท. ยังติดตามผลกระทบจากนโยบายต่าง ๆ และเสนอแนวทางปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการ ลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทยเติบโต
นอกจากนี้ ในนามของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ยังได้ร่วมประกาศเจตนารมณ์ “Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน” เพื่อแสดงจุดยืนร่วมกันของภาคเอกชนในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันอย่างจริงจัง และส่งเสริมให้ภาคธุรกิจดำเนินงานด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวมุ่งยกระดับหลักธรรมาภิบาลให้เป็นมาตรฐานสำคัญของภาคธุรกิจไทย สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ พร้อมทั้งเสริมสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เป็นธรรม
“ตลอดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ผมขอขอบคุณคณะผู้บริหาร กรรมการ สมาชิกและพนักงานทุกท่าน ที่ร่วมกันสนับสนุนการดำเนินงานของ ส.อ.ท. อย่างเต็มกำลัง เพื่อขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง และสร้างความเชื่อมั่นจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาสังคม ส.อ.ท. จะยังคงมุ่งมั่นสานต่อนโยบายและภารกิจในการสนับสนุนผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมไทยและสมาชิก ส.อ.ท. อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันสู่มาตรฐานสากล พร้อมรับมือกับทุกความท้าทายในอนาคต และร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตต่อไป” นายเกรียงไกร กล่าว
การจัดประชุมสามัญประจำปีในครั้งนี้ ไม่เพียงเปิดโอกาสให้สมาชิก ส.อ.ท. และสื่อมวลชนได้รับฟังผลการดำเนินงานในรอบปี 2568 แต่ยังสะท้อนบทบาทของ ส.อ.ท. ในการเป็นพลังขับเคลื่อนหลักของภาคอุตสาหกรรมไทย ในการผนึกความร่วมมือทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันและนำพาอุตสาหกรรมไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต.
You may also like






