ก.อุตฯ โชว์ผลสำเร็จ OPOAI-C NEXT STEPs ปั้น ‘นักธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม’ ดันรายได้พุ่ง 200 ล้าน


นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงความสำเร็จของโครงการ “OPOAI-C NEXT STEPs” (โครงการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตรในภูมิภาค) โดยระบุว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา ถือว่าประสบความสำเร็จ มีผู้ประกอบการเข้าร่วมถึง 2,052 ราย เกิดผลิตภัณฑ์ต้นแบบ 229 รายการ และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 200 ล้านบาท ที่สำคัญเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 27.72% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้เกือบ 3 เท่า ในด้านการตลาด กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมสู่ตลาดสมัยใหม่ (Modern Trade) ในการนำสินค้า 5 แบรนด์เข้าสู่ 7-Eleven
และล่าสุดจากการเจรจาธุรกิจ (Business Matching) สินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่าง ป๊อปคอร์นดอย และกล้วยอบกรอบตราปันคำ ได้รับการตอบรับจากกลุ่มธุรกิจชั้นนำ อาทิ Tops, PT, King Power และ 3M โดยเฉพาะ Tops ที่พร้อมจะเป็น Strategic Partner ในการปั้นผู้ประกอบการหน้าใหม่ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงการวางจำหน่ายบนห้างสรรพสินค้า
นอกจากนี้ โครงการยังมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (Productivity) โดยช่วยให้ผู้ประกอบการเกือบครึ่งหนึ่งสามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้เฉลี่ย 31.16% ผ่านการปรับปรุงระบบหลังบ้าน การใช้เครื่องจักรที่ทันสมัย

สำหรับแผนการดำเนินงานในปี 2569 กระทรวงอุตสาหกรรมจะเดินหน้าโครงการ OPOAI-C ต่อเนื่องด้วยงบประมาณ 20.8 ล้านบาท เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการอีกกว่า 1,900 คน นอกจากนี้ สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมยังได้เตรียมทัพโครงการส่งเสริมอุตสาหกรรมรวมกว่า 10 โครงการหลัก งบประมาณรวมกว่า 89.9 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 2 ด้านสำคัญ คือ การยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และการส่งเสริมการประกอบการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) และก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรม 5.0 อย่างเต็มรูปแบบ
นอกจากนี้ ภายในงานได้มีพิธีมอบรางวัล Best Practices เพื่อเป็นแบบอย่าง (Role Model) ในการพัฒนาศักยภาพตนเองอย่างต่อเนื่อง รวม 15 รางวัล ดังนี้ รางวัลสุดยอดผู้ประกอบการ (3 รางวัล) โดยมีการคัดเลือกอย่างเข้มข้นจากผู้ประกอบการ 110 กิจการทั่วประเทศ โดยผู้ชนะเป็นตัวแทนความสำเร็จใน 3 มิติ ได้แก่ 1.วิสาหกิจชุมชนภูมิไทย จ.แม่ฮ่องสอน (ป๊อปคอร์นดอย) ซึ่งมีความโดดเด่นด้านการเพิ่มมูลค่าจากวัตถุดิบและสร้างเอกลักษณ์สินค้า
บนพื้นที่สูง 2.วิสาหกิจชุมชนกล้วยเบรกแตกพ่อผู้ใหญ่ จ.นครราชสีมา ตัวอย่างจากสินค้าชุมชนสู่ตลาดต่างประเทศ พัฒนาศักยภาพการแข่งขันและส่งออกระดับสากล และ 3.วิสาหกิจชุมชนพัฒนาผลิตภัณฑ์พืชผักสมุนไพรและผลไม้ จ.ลำพูน (ผลไม้ฟรีซดราย) ผู้นำด้านการใช้เทคโนโลยีแปรรูปขั้นสูง (Freeze Dry) เพื่อการแข่งขันในตลาดโลก

สำหรับรางวัลผู้ประกอบการดีเด่น (6 รางวัล) คัดเลือกจากผู้เข้าร่วมโครงการ 229 ราย ผ่านการประเมินศักยภาพรอบด้านและสัมภาษณ์เชิงลึก ได้แก่ 1.นายสุขเกษม อินดูไทย จ.สระแก้ว: เครื่องดื่มไข่ผำผสมน้ำนมโอ๊ต ตอบโจทย์เทรนด์ Plant-based 2.วิสาหกิจชุมชนสมุนไพรเพื่อสุขภาพเขาค้อ จ.เพชรบูรณ์: ผลิตภัณฑ์ Radiant Sleeping Mask จากเมล็ดมะขามด้วยเทคโนโลยีนาโน
3.วิสาหกิจชุมชนว่านสมุนไพรคำกา จ.เพชรบูรณ์ น้ำมันสมุนไพรกลิ่นเลมอนที่มีงานวิจัยและผลทดสอบทางคลินิกรองรับ 4.จันทร์เจ้าเฮิร์บแอนด์บิวตี้จ.นครศรีธรรมราช Body Oil จากน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นเชื่อมโยงภูมิปัญญาสู่ตลาดความงาม 5.วิสาหกิจชุมชนยาสีฟันสมุนไพรเอนไซม์เฮิร์บ บุปผาวัน จ.นครสวรรค์ เซรั่มจากดอกบัวออร์แกนิคระดับพรีเมียม และ 6.วิสาหกิจชุมชนข้าวแต๋นน้ำแตงโม จ.สมุทรสาคร การยกระดับขนมไทยดั้งเดิมให้ทันสมัยและแข่งขันได้ นอกจากนี้ มีการมอบรางวัลให้กับสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดดีเด่น 6 แห่ง โดยพิจารณาจากบทบาทเชิงรุกในการคัดเลือกและติดตามสนับสนุนผู้ประกอบการในพื้นที่จนเกิดผลลัพธ์เป็นรูปธรรม ได้แก่ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่, เชียงราย, สมุทรปราการ, กาญจนบุรี, สระแก้ว และเพชรบูรณ์
“รางวัลและผลสำเร็จที่เกิดขึ้นในวันนี้ คือเครื่องหมายรับรองศักยภาพว่าสินค้าเกษตรไทยมีนวัตกรรมและพร้อมแข่งขันบนเวทีโลก เราจะใช้กลไกของสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด (สอจ.) ทั่วประเทศ เป็นทัพหน้าในการเปลี่ยนนโยบายให้กลายเป็นรายได้ในกระเป๋าของผู้ประกอบการ เพื่อกระจายความมั่งคั่งและลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม” นายณัฐพล กล่าวทิ้งท้าย.






