โชว์กึ๋น! ช่วยเอสเอ็มอีไทย

(SME D Bank ผุด ‘เงินกู้ ดบ.ต่ำ’ ลดภาระการเงิน – อัพเทคโนฯมุ่งพลังงานสีเขียว สู้ไฟสงคราม ‘สหรัฐฯ V อิหร่าน’)

ศูนย์วิจัยและข้อมูล SME D Bank ย้ำ! ความตึงเครียดสหรัฐฯ–อิหร่าน กระทบเอสเอ็มอีไทย ทั้งตรงและอ้อม ดันต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์เพิ่ม แถมฉุดความเชื่อมั่นผู้บริโภค และมีแนวโน้มดึงภาคท่องเที่ยวชะลอตัวลง ด้าน “เอ็มดี. พิชิต” สั่งหนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 3% ต่อปี ช่วยลดภาระการเงิน แนะดึงใช้เทคโนโลยีเร่งปรับตัวสู่พลังงานสีเขียว
นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เปิดเผยว่า “ศูนย์วิจัยและข้อมูล SME D Bank” ประเมินผลกระทบของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย จากสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน โดยผลกระทบทางตรง คือ ต้นทุนพลังงาน ทั้งต้นทุนตรงและต้นทุนแฝง รวมถึง ต้นทุนปุ๋ย และสินค้าปิโตรเคมี จะปรับเพิ่มขึ้น เงินเฟ้อทั่วไปปรับเพิ่ม การปรับลดหรือเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะทำได้ยาก
อีกทั้ง เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่า จากการขาดดุลบัญชี เดินสะพัด และภาครัฐจำเป็นใช้งบประมาณมากขึ้น ในการประคับประคองเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน ยังส่งผลกระทบทางอ้อม ทั้งด้านความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและผู้ประกอบการถดถอย จำนวนนักท่องเที่ยวในและต่างชาติลดลง และค่าระวางและประกันภัยสูงขึ้น
“ศูนย์วิจัยและข้อมูล SME D Bank ได้ประเมินผลกระทบของสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย โดยพบว่า ผลกระทบทางตรงคือการปรับเพิ่มขึ้นของต้นทุนพลังงาน ทั้งต้นทุนตรงและต้นทุนแฝง รวมถึงต้นทุนปุ๋ยและสินค้าปิโตรเคมี ซึ่งอาจส่งผลให้เงินเฟ้อทั่วไปปรับเพิ่มขึ้น” เอ็มดี. SME D Bank ย้ำ
นอกจากนี้ การดำเนินนโยบายการเงินอาจเผชิญข้อจำกัดมากขึ้น ทั้งในด้านการปรับลดหรือเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ขณะที่ค่าเงินบาทยังมีความเสี่ยงอ่อนค่าจากแรงกดดันของการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด รวมถึงภาครัฐอาจต้องใช้งบประมาณมากขึ้นเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจในช่วงที่เกิดความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
ในด้าน ผลกระทบทางอ้อม สถานการณ์ดังกล่าวยังอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและผู้ประกอบการ ทำให้การใช้จ่ายและการลงทุนชะลอตัวลง อีกทั้งยังมีแนวโน้มกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว รวมถึง ต้นทุนด้านโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้นจากค่าระวางเรือและค่าประกันภัยที่สูงขึ้น
ภาคการผลิตมีแนวโน้มได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยเฉพาะ อุตสาหกรรมหนัก เช่น เหล็กและวัสดุก่อสร้าง เนื่องจากมีสัดส่วนต้นทุนพลังงานแฝงในวัตถุดิบต้นน้ำสูงถึงประมาณ 60–70% ขณะที่ ภาคบริการส่วนใหญ่จะได้รับผลกระทบทางอ้อม ยกเว้น! ธุรกิจโลจิสติกส์ที่มีความอ่อนไหวต่อราคาพลังงานโดยตรง
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าวอาจสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าทดแทนสินค้าที่ต้องหยุดผลิตในพื้นที่ตะวันออกกลาง เช่น สินค้ากลุ่มอาหารและเกษตรแปรรูป รวมถึง การตื่นตัวด้านการลงทุนในพลังงานสะอาด เทคโนโลยีประหยัดพลังงาน และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) นอกจากนี้ ยังอาจเกิดการย้ายฐานการผลิตหรือการย้ายถิ่นของนักลงทุนมายังประเทศที่มีความปลอดภัยมากกว่า
สำหรับ ผู้ประกอบการในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีแนวโน้มได้รับผลกระทบซ้ำเติมมากที่สุด! เนื่องจากเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างอยู่ก่อนแล้ว ไม่ว่าจะเป็น…ราคาสินค้าเกษตรที่ลดลง ภัยธรรมชาติ รวมถึงสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา
นายพิชิตกล่าว เพิ่มเติมว่า ทางรอดสำคัญของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยในสถานการณ์เช่นนี้ คือการบริหารต้นทุนอย่างเป็นระบบ ทั้งต้นทุนผันแปรและต้นทุนคงที่ โดยเฉพาะการลดต้นทุนพลังงานผ่านการลงทุนในเทคโนโลยี Energy Efficiency ควบคู่กับการสร้างความแตกต่างของสินค้าและบริการ เพื่อเพิ่มมูลค่า กระจายตลาดใหม่ และใช้เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ
ทั้งนี้ SME D Bank ได้เตรียมมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ผ่านผลิตภัณฑ์สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3% ต่อปี คงที่ในช่วง 3 ปีแรก และสามารถผ่อนชำระได้นานสูงสุด 10 ปี เพื่อช่วยลดต้นทุนทางการเงินและสนับสนุนการลงทุนด้านเทคโนโลยี เครื่องจักร และกระบวนการผลิต
โดยสินเชื่อดังกล่าวประกอบด้วย…
- สินเชื่อ SME Green Productivity วงเงินสูงสุด 30 ล้านบาท สำหรับลงทุนเครื่องจักรและอุปกรณ์พลังงานสะอาด
- สินเชื่อ Beyond ติดปีก SME วงเงินสูงสุด 30 ล้านบาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ
- สินเชื่อ ปลุกพลัง SME วงเงินสูงสุด 1 ล้านบาท สนับสนุนเอสเอ็มอีรายเล็กเข้าถึงแหล่งทุนโดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน
ควบคู่กับการสนับสนุนด้านการพัฒนา ผ่านแพลตฟอร์ม DX by SME D Bank ซึ่งเป็น ระบบเรียนรู้ครบวงจรด้านการเพิ่มมูลค่าสินค้า การตลาด และมาตรฐานธุรกิจ สามารถเข้าถึงได้ตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึง กิจกรรมพัฒนา Onsite ตลอดปี เพื่อเพิ่มทักษะและผลิตภาพของผู้ประกอบการ มุ่งสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียว ลดต้นทุนพลังงาน และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน
ถึงตรงนี้ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” ขอสะท้อนมุมมองจากข่าวข้างต้น และผลแห่ง…สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิสราเอล และอิหร่าน ด้วยเชื่อว่า…วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ครั้งนี้ สร้างแรงสะเทือนต่อระบบเศรษฐกิจของโลกและไทย อย่างไม่ต้องสงสัย???
นั่นเพราะ…เศรษฐกิจโลกยังคงเปราะบางต่อความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะ ประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานอย่างไทย ดังนั้น ความผันผวนของราคาน้ำมันจึงสามารถส่งผ่านแรงกดดันไปยังต้นทุนการผลิต การขนส่ง และค่าครองชีพของประชาชนได้อย่างรวดเร็ว
ในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ ผลกระทบจากสงคราม…ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจในภาพรวม ทั้งเงินเฟ้อ ค่าเงินบาท และต้นทุนโลจิสติกส์ ขณะที่ ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนมีแนวโน้มชะลอตัว ซึ่งอาจกระทบต่อการบริโภค การลงทุน และภาคการท่องเที่ยวของไทยในระยะต่อไป
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความเสี่ยงดังกล่าว ยังปรากฏโอกาสใหม่สำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะใน กลุ่มสินค้าอาหารและเกษตรแปรรูป ที่สามารถขยายตลาดเพื่อทดแทนกำลังการผลิตในบางประเทศของตะวันออกกลาง ขณะเดียวกัน กระแสการลงทุนในพลังงานสีเขียว เทคโนโลยีประหยัดพลังงาน และยานยนต์ไฟฟ้า กำลังกลายเป็นทิศทางสำคัญของเศรษฐกิจโลก ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้ธุรกิจไทยปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจสีเขียวมากขึ้น
ในระยะยาว ความสามารถในการปรับตัวของเอสเอ็มอีไทยจะเป็นปัจจัยชี้ขาดต่อความอยู่รอดในโลกเศรษฐกิจที่ผันผวน
การบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ การใช้เทคโนโลยีเพิ่มผลิตภาพ และการกระจายตลาดใหม่ จึงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่ผู้ประกอบการควรเร่งดำเนินการ
ควบคู่กับ บทบาทของภาครัฐและสถาบันการเงินในการสนับสนุนแหล่งทุนและองค์ความรู้ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจไทยในระยะยาว
ดังนั้น การที่ ศูนย์วิจัยและข้อมูล SME D Bank และ เอ็มดี. SME D Bank ได้ออกมาตอกย้ำถึงเรื่องนี้ พร้อมกับ ประกาศช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ได้เข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 3% ต่อปี อันเป็นการ ช่วยลดภาระการเงิน และยังจะส่งเสริมใช้เทคโนโลยี เพื่อยกระดับสร้างทางใหม่ด้วยพลังงานสีเขียว ควบคู่หนุนพัฒนาครบวงจร เพิ่มมูลค่าสินค้า บริการ และขยายหาตลาดใหม่
จึงนับเป็น…การเดินเกมเชิงกลยุทธ์ที่ “ถูกที่…ถูกทาง” อย่างที่สุด และสอดรับสถานการณ์ความเป็นจริงในปัจจุบัน!!!
“ทีมข่าวยุทธศาสตร์” ขอชื่นชม…ขอชื่นชม!!!.






