BAM เตรียมรับคลื่นหนี้

(ดร.รักษ์ ลั่น! มุ่งเร่ง Transformation องค์กร…ทุกมิติ สร้าง ‘ฮับ’ บริหารสินทรัพย์ยุคใหม่)

BAM เปิดเกมรุกปี 2569 ชูกลยุทธ์ “3 ฟันเฟือง” รับเศรษฐกิจโลกผันผวนและสัญญาณหนี้เสี่ยงกว่า 1.7 ล้านล้านบาทในระบบการเงินไทย “ดร.รักษ์” ชี้! ธุรกิจ AMC จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้น พร้อมเร่ง Transformation ทั้งระบบดิจิทัล ต้นทุน และบุคลากร หวังเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน มุ่งรับมือ “คลื่นหนี้” ในอนาคต

ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ยังคงเผชิญความไม่แน่นอน! จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่เริ่มส่งผลต่อราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ หลายฝ่ายเริ่มจับตามองถึง ผลกระทบที่จะลามเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและการเงินของไทยในระยะต่อไป

ปัจจัยดังกล่าว….ไม่เพียงกระทบต่อภาคธุรกิจผ่านต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น แต่ยังอาจส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ ซึ่งอาจนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ในระบบการเงิน

ขณะเดียวกัน ธุรกิจบริหารสินทรัพย์ (AMC) ก็กำลังถูกจับตามองมากขึ้น ในฐานะ “กลไกสำคัญ” ที่จะช่วยดูดซับแรงกระแทกจาก “หนี้” ในระบบเศรษฐกิจ!!!

หนึ่งใน “ผู้เล่น” คนสำคัญของธุรกิจ AMC ในไทย คงไม่มีใครเกิน…บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM ซึ่งประกาศ เดินเกมรุกในปี 2569 ภายใต้กลยุทธ์ใหม่ที่มุ่งเตรียมความพร้อมรับ “คลื่นหนี้” ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

พร้อมทั้ง…เร่งปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและโครงสร้างธุรกิจที่กำลังเกิดขึ้น

ผลการดำเนินงานล่าสุดของ BAM ในปี 2568 สะท้อนให้เห็นถึง…ความแข็งแกร่งของ “โมเดล” ธุรกิจบริหารสินทรัพย์ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจยังมีความผันผวน

โดยบริษัทสามารถสร้างผลเรียกเก็บได้สูงถึง 17,857 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 18 จากปีก่อนหน้า ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบหลายปี

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BAM ระบุว่า…รายได้ส่วนใหญ่ยังคงมาจากการบริหารหนี้เสียหรือ NPL ซึ่งสร้างผลเรียกเก็บได้กว่า 10,670 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 24 ขณะที่ การบริหารและขายทรัพย์สินรอการขายหรือ NPA สามารถสร้างผลเรียกเก็บได้ 7,187 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 10 จากปีก่อนหน้า

ตัวเลขดังกล่าว…สะท้อนถึงประสิทธิภาพของบริษัทในการบริหารสินทรัพย์ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ยังเต็มไปด้วยความท้าทาย รวมทั้ง การใช้กลยุทธ์ความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งสถาบันการเงินและผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อเพิ่มโอกาสในการหมุนเวียนสินทรัพย์

CEO BAM ย้ำว่า ม้เศรษฐกิจโลกจะเผชิญความผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ แต่ผลกระทบต่อการส่งออกของไทยอาจไม่ได้เกิดขึ้นโดยตรงมากนัก เนื่องจากสัดส่วนการค้าระหว่างไทยกับตะวันออกกลางยังมีไม่สูง

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่แท้จริงจะเกิดผ่านราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ที่อาจปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างต้นทุนของภาคธุรกิจในประเทศ โดยเฉพาะ ต้นทุนการผลิตและต้นทุนด้านโลจิสติกส์ เมื่อราคาพลังงานปรับเพิ่มขึ้นก็ย่อมทำให้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้นตามไปด้วย และอาจส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยในระยะยาว

ในมุมของระบบการเงิน ข้อมูลล่าสุด! ชี้ให้เห็นว่า…สินเชื่อในระบบธนาคารไทยมีมูลค่าประมาณ 25.3 ล้านล้านบาท โดยในจำนวนนี้มีสินเชื่อในกลุ่มที่มีความเสี่ยงหรือ Special Mention Loans อยู่ประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท ซึ่งถือเป็นกลุ่มหนี้ที่มีโอกาสไหลเข้าสู่ NPL หากเศรษฐกิจเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติม

ไม่แปลก! หากตัวเลขดังกล่าว จะถูกมองว่าเป็น “คลื่นหนี้ลูกใหม่” ที่อาจเกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ และทำให้ธุรกิจบริหารสินทรัพย์มีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการช่วยจัดการและฟื้นฟูหนี้ในระบบ!!!

ดร.รักษ์ อธิบายว่า…แนวคิดสำคัญของการบริหารหนี้ในอนาคต ก็คือ การทำหน้าที่เสมือน “โรงพยาบาลแก้หนี้” โดยช่วยฟื้นฟูลูกหนี้ที่เริ่มกลับมามีศักยภาพในการชำระหนี้ให้สามารถกลับเข้าสู่ระบบการเงินได้อีกครั้ง

หากลูกหนี้สามารถผ่อนชำระหนี้ได้ต่อเนื่องประมาณ 12 ถึง 18 งวด สถาบันการเงินก็สามารถดึงลูกหนี้กลุ่มนี้กลับไปดูแลต่อได้ ซึ่งจะช่วยให้ระบบการเงินสามารถบริหารจัดการหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สำหรับปี 2569 บริษัทตั้งเป้าผลเรียกเก็บไว้ที่ประมาณ 17,900 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับระดับ 18,000 ล้านบาท โดยรายได้หลักจะยังมาจากการบริหารหนี้เสียประมาณ 10,000 ล้านบาท และการขายทรัพย์สินรอการขายประมาณเกือบ 8,000 ล้านบาท

CEO BAM ระบุว่า…ตัวเลขดังกล่าวเป็นเป้าหมายที่อิงจากศักยภาพของสินทรัพย์ที่มีอยู่จริง และพยายามไม่รวมรายได้จากการขายทรัพย์ขนาดใหญ่มูลค่าหลายร้อยล้านบาท แม้ว่าบริษัทจะยังมีทรัพย์ขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าเกิน 500 ล้านบาทอยู่หลายรายการก็ตาม

เนื่องจากตลาดอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ในปัจจุบันยังมีอุปทานอยู่จำนวนมาก และการขายทรัพย์ประเภทนี้ต้องอาศัยจังหวะของตลาดที่เหมาะสม

กลยุทธ์สำคัญที่ BAM ใช้ขับเคลื่อนองค์กรในปีนี้คือแนวคิด “3 ฟันเฟือง” ซึ่งประกอบด้วย…

1.การบริหาร NPL และ NPA อย่างเข้มข้นเพื่อลดระยะเวลาการถือครองสินทรัพย์และเร่งการเปลี่ยนสินทรัพย์เป็นเงินสด

2.การลงทุนในระบบดิจิทัลและการพัฒนาแพลตฟอร์ม e-Marketplace เพื่อเพิ่มช่องทางการซื้อขายทรัพย์

และ 3.การพัฒนาทรัพยากรบุคคลเพื่อสร้างบุคลากรที่มีความสามารถแบบ Hybrid Talent ที่สามารถทำงานในสภาพแวดล้อมธุรกิจยุคใหม่ได้

อีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญ นั่นคือ…การพัฒนา BAM ให้เป็น “ศูนย์กลางของตลาดบ้านมือสอง” ในประเทศ เนื่องเพราะปัจจุบัน…BAM มีทรัพย์สินประเภทบ้านมือสอง ทาวน์เฮาส์ อาคารพาณิชย์ และที่ดินพร้อมขายอยู่ประมาณ 30,000 รายการ ในอดีตบริษัทสามารถระบายทรัพย์ได้ปีละประมาณ 3,000 รายการ แต่ในช่วงปีที่ผ่านมาได้เพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 5,000 รายการ และตั้งเป้าจะเพิ่มเป็น 7,000 รายการต่อปีในระยะถัดไป

ก่อนจะขยับสู่ระดับ 10,000 รายการต่อปีในระยะยาว

หากสามารถทำได้ตามแผนดังกล่าว ทรัพย์ที่มีอยู่ในระบบจะสามารถหมุนเวียนได้เร็วขึ้น และช่วยสร้างสภาพคล่องให้กับตลาดอสังหาริมทรัพย์มือสอง

อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารระดับสูง BAM มองว่า…ความท้าทายที่สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจไทยในช่วงเวลานี้ ไม่ใช่เพียงแค่ความผันผวนจากปัจจัยภายนอก แต่เป็นเรื่องของการปรับโครงสร้างธุรกิจ หรือ Transformation ของประเทศ หากภาคธุรกิจไทยไม่สามารถปรับตัวได้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ก็อาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

ดร.รักษ์ เตือนว่า หากการปรับโครงสร้างดังกล่าวไม่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง ภาคธุรกิจไทยอาจเผชิญกับปัญหาด้านต้นทุน โมเดลธุรกิจ และความเร็วในการดำเนินงานที่ไม่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้

พร้อมระบุว่า…“ถ้าไม่ทำ Transformation ให้เสร็จในปีนี้หรืออย่างช้าปีหน้า ประเทศไทยจะไม่เหลือฐานพีระมิดของเศรษฐกิจ!!!”

ในมุมของ BAM การ Transformation จะเกิดขึ้นใน “3 มิติหลัก” ได้แก่…

1.การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มความเร็วในการดำเนินงาน

2.การปรับโครงสร้างต้นทุนโดยเฉพาะต้นทุนทางการเงินให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

และ 3.การพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่ให้สามารถรับช่วงต่อจากผู้บริหารรุ่นก่อนที่กำลังทยอยเกษียณ โดยบริษัทต้องถ่ายทอดองค์ความรู้และ DNA ขององค์กรให้กับพนักงานรุ่นใหม่เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนองค์กรต่อไปได้

ถึงบรรทัดนี้ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” ได้พิจารณาภาพรวมทั้งหมดแล้ว ขอฟังธง! ว่า…

จากนี้ไป ธุรกิจบริหารสินทรัพย์กำลังเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นเพียงผู้จัดการหนี้เสีย ไปสู่การเป็น “ผู้เล่นสำคัญ” ในโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่ต้องเชื่อมโยงทั้งสถาบันการเงิน นักลงทุน ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และตลาดซื้อขายทรัพย์เข้าด้วยกัน

โมเดลดังกล่าว…ไม่เพียงช่วยให้ BAM สามารถรองรับ “มวลคลื่นหนี้” จำนวนมหาศาล ที่อาจเกิดขึ้นในระบบการเงินของไทยเท่านั้น หากแต่ยังจะช่วยสร้าง Ecosystem ของการบริหารสินทรัพย์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นในระยะยาว อีกด้วย!!!.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password