กรมพัฒนาธุรกิจฯ ลุยน่าน ดัน ‘ต้นไม้เป็นทุน’ สร้างเงินหมุนชุมชน

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าผนึก ธ.ก.ส. ลงพื้นที่วิสาหกิจชุมชนชีววิถี แนะใช้ไม้ยืนต้นค้ำประกันสินเชื่อ พร้อมต่อยอดคาร์บอนเครดิต เปิดทางเปลี่ยนทรัพยากรในชุมชนให้เป็นทุนหมุนเวียน ต้นไม้ยังอยู่ รายได้เพิ่มอย่างยั่งยืน

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า(DBD) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในวันนี้ (23 กุมภาพันธ์ 2569) ได้มอบหมายให้นายจิตรกร ว่องเขตกร รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ลงพื้นที่วิสาหกิจชุมชนชีววิถี ตำบลน้ำเกี๋ยน  อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อจัดอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ และโครงการธนาคารต้นไม้ โดยมีผู้ประกอบการ SME เกษตรกร ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมรับฟัง ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรและคนในพื้นที่จังหวัดน่านได้รู้ถึงโอกาสและรายละเอียดในการนำไม้ยืนต้นที่ปลูกในพื้นที่มาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการขอสินเชื่อกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดย ธ.ก.ส. ถือเป็นธนาคารแห่งแรกที่รับไม้ยืนต้นเป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อ

อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวต่อว่า “วิสาหกิจชุมชนชีววิถี ปัจจุบันมีสมาชิก 753 ราย ครอบคลุม 5 หมู่บ้าน ของตำบลน้ำเกี๋ยน  เป็นชุมชนที่มีป่าไม้ธรรมชาติ ลำธารที่อุดมสมบูรณ์ ประกอบกับส่งเสริมการปลูกต้นไม้ สนับสนุนกิจการชุมชนที่มีความเข้มแข็ง สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ต้นไม้ที่นิยมปลูกในเชิงเศรษฐกิจและเป็นแหล่งวัตถุดิบสมุนไพรสำคัญคือ ต้นใบหมี่ มะกรูด มะขาม ขมิ้นชัน อัญชัญ โดยสมาชิกจะนำสมุนไพรที่ปลูกได้ในครัวเรือนมาขายให้กับวิสาหกิจฯ เพื่อนำมาผลิตเป็นส่วนผสมของแชมพูสมุนไพร เซรั่มบำรุงเส้นผม ครีมทาผิวที่อ่อนโยนต่อผิวกายและเส้นผม ภายใต้แบรนด์ชีวาร์ (Chewa) ช่วยสร้างรายได้ให้กับครัวเรือน และชุมชนเป็นอย่างมาก การลงพื้นที่จังหวัดน่านในครั้งนี้ จะช่วยเสริมสร้างทักษะความรู้ให้กับเกษตรกรและคนในชุมชนได้มองเห็นช่องทางการต่อยอดธุรกิจหรือรายได้ในครอบครัวให้เพิ่มขึ้นผ่านการใช้โอกาสของกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ”

นอกจากนี้ ยังมีเจ้าหน้าที่จาก ธ.ก.ส. มาช่วยให้ความรู้เกี่ยวกับการประเมินมูลค่าไม้ยืนต้นหลักประกันทางธุรกิจพร้อมสาธิตวิธีการวัดไม้ยืนต้นที่ต้องการนำมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจเพื่อประเมินมูลค่าการให้สินเชื่อในเบื้องต้นของสถาบันการเงิน เช่น ต้นไม้ที่จะได้รับการประเมินมูลค่าต้องมีอายุมากกว่า 1 ปีขึ้นไป ปริมาณและราคาเนื้อไม้จะสัมพันธ์กับเส้นรอบวงต้นที่ความสูง 130 เซนติเมตรจากพื้นดิน เป็นต้น รวมไปถึงความรู้ด้านการกักเก็บคาร์บอนของต้นไม้ เพื่อขายเป็นคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) ซึ่งเป็นการนำปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ต้นไม้ดูดซับไว้มาเปลี่ยนเป็นมูลค่าได้ หากชุมชนสามารถปลูกต้นไม้จำนวนมากและมีศักยภาพ มีความรู้ความเข้าใจขั้นตอนการขายคาร์บอนเครดิตก็จะสามารถสร้างรายได้เพิ่มให้กับชุมชนได้อีกทางหนึ่ง

 “กรมฯ ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการ พร้อมเน้นการสร้างความรู้ในกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจอย่างต่อเนื่องผ่านกิจกรรมต่างๆ ทั้งการจัดอบรมสัมมนา และร่วมลงพื้นที่กับหน่วยงานพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง อาทิ  ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สำนักงานพาณิชย์จังหวัด โดยที่ผ่านมา  ได้ลงพื้นที่สร้างความรู้แล้วกว่า 13 จังหวัด ได้แก่ ขอนแก่น สุพรรณบุรี พิษณุโลก อ่างทอง อุทัยธานี เพชรบุรี ชัยนาท เชียงราย ราชบุรี นครสวรรค์ นครพนม นครนายก และนครศรีธรรมราช และในช่วงเดือนมีนาคม 2569 กรมฯ ร่วมกับ ธ.ก.ส. ลงพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ จังหวัดสกลนคร จัดกิจกรรมส่งเสริมไม้ยืนต้นหลักประกันทางธุรกิจ เพื่อให้ความรู้และสนับสนุนการนำไม้ยืนต้นไปใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจให้เพิ่มมากขึ้น” อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย

 ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 มีผู้นำไม้ยืนต้นมาจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจแล้วกว่า 30 จังหวัด จำนวนกว่า 239,921 ต้น วงเงินค้ำประกันรวมกว่า 188.77 ล้านบาท ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดการอบรมเพิ่มเติมได้ที่ กองทะเบียนบริษัทมหาชนและหลักประกันทางธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หมายเลขโทรศัพท์ 0 2547 4944 อีเมล stro@dbd.go.th.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password