เกราะกันเสี่ยง! การค้าโลก

(ศาลสูงสหรัฐฯ เบรก ‘ภาษีทรัมป์’ เกมการค้าโลกสะเทือน พาณิชย์ไทยจับตา 150 วัน…ชี้ชะตา! แนะสร้างเกราะป้องกันความเสื่ยงการค้าโลก)

ด่วน! ศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัย 6 ต่อ 3 ตอกย้ำหลักถ่วงดุลอำนาจฝ่ายบริหาร เผย! สหรัฐฯหันใช้มาตรา 122 เก็บภาษี 10% ชั่วคราว ด้าน ก.พาณิชย์เร่งประเมินท่าทีสหรัฐฯ ภาคธุรกิจไทยมองเป็นสัญญาณบวกเชิงหลักการ แต่ต้องเร่งเจรจา–เตรียมข้อมูลเทคนิค รับมือกรอบเวลา 150 วัน ที่อาจเปลี่ยนสมดุลโต๊ะเจรจาและทิศทางส่งออกไทยระยะสั้น–กลาง เตือนส่งออกไทยใช้บทเรียนนี้ เร่งสร้างเกราะป้องกันความเสี่ยงการค้าโลกยุคใหม่!!!
กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าติดตามท่าทีของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาอย่างใกล้ชิด ภายหลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยด้วยคะแนนเสียง 6 ต่อ 3 เมื่อช่วงสายของวันที่ 21 กุมภาพันธ์ หรือราว 22.00 น. ของวันเดียวกัน ตามเวลาในประเทศไทย ว่า การที่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ใช้อำนาจตามกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) เพื่อกำหนดภาษีศุลกากรต่างตอบแทน ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจาก IEEPA มิได้ให้อำนาจฝ่ายบริหารในการจัดเก็บภาษี ซึ่งเป็นอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญสหรัฐ
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ไทยยังคงเดินหน้าเจรจาการค้ากับสหรัฐฯอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาเสถียรภาพความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุน ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของมาตรการทางการค้า และดูแลผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการไทย โดยได้มอบหมายให้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้าน ทั้งในเชิงกฎหมายและแนวปฏิบัติที่อาจตามมา
ทั้งนี้ สาระสำคัญของคำวินิจฉัยครั้งนี้ สะท้อนหลักการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ โดย ศาลสหรัฐฯชี้ ว่า แม้ IEEPA จะให้อำนาจฝ่ายบริหารอย่างกว้างขวางในการควบคุมธุรกรรมทางเศรษฐกิจในภาวะฉุกเฉิน แต่การจัดเก็บภาษีศุลกากรต้องได้รับมอบหมายอำนาจอย่างชัดเจนจากฝ่ายนิติบัญญัติ
อย่างไรก็ตาม ประเด็นการคืนเงินภาษียังคงมีความซับซ้อน เนื่องจากเกี่ยวข้องกับวงเงินจำนวนมากและหลายฝ่าย โดยผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนภาษีตามกฎหมายสหรัฐฯ คือ “ผู้นำเข้า” ที่เป็นคู่ความในคดี มิใช่ผู้ส่งออกของไทยโดยตรง กระบวนการจึงต้องรอแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนจากรัฐบาลสหรัฐฯ
ในขณะเดียวกัน แม้มาตรการภาษีต่างตอบแทนภายใต้ IEEPA จะสิ้นสุดลง สหรัฐฯยังได้ลงนามคำสั่งเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าทั่วโลกเพิ่มเติมในอัตราร้อยละ 10 เป็นระยะเวลา 150 วัน ภายใต้มาตรา 122 ของ Trade Act 1974 เพื่อแก้ไขปัญหาดุลการชำระเงิน โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป
สำหรับ ผู้ประกอบการไทย การคำนวณภาษีจะเป็นอัตราภาษีปกติ (MFN) บวกเพิ่ม 10% ตามมาตรา 122 รวมถึง ภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดหรือการอุดหนุน (AD/CVD) หากมี ซึ่งมาตรการนี้จะมีผลถึงวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 หรือจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือขยายเวลาโดยรัฐสภาสหรัฐฯ
นางศุภจี ระบุอีกว่า อัตรา 10% ภายใต้มาตรา 122 ต่ำกว่าภาษีต่างตอบแทนเดิมที่เคยกำหนดไว้สำหรับไทยที่ร้อยละ 19 แม้จะเพิ่มต้นทุนในระยะสั้น แต่กระทรวงพาณิชย์จะดำเนินมาตรการเชิงรุก ทั้งด้านการเจรจา การประเมินความเสี่ยง และการให้ข้อมูลภาคธุรกิจ เพื่อให้การส่งออกไทยสามารถปรับตัวได้ภายใต้บริบทการค้าโลกที่ผันผวน
ด้านท่าทีของตัวแทนภาคเอกชน นั้น หอการค้าไทย ประเมินว่า คำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ ถือเป็น “พัฒนาการเชิงบวก” ในมิติหลักความเป็นธรรมทางการค้า โดย ดร. พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ระบุว่า คำวินิจฉัยดังกล่าวตอกย้ำว่า การจัดเก็บภาษีต้องอยู่ภายใต้ฐานอำนาจทางกฎหมายอย่างชัดเจน ไม่สามารถใช้อำนาจฝ่ายบริหารฝ่ายเดียวในวงกว้างได้ อย่างไรก็ดี ยังต้องติดตามขอบเขตของการยกเลิกว่าครอบคลุมสินค้าใดบ้าง และแนวทางมาตรการใหม่ของสหรัฐฯ รวมถึงกลไกคืนเงินภาษี
ทั้งนี้ การเดินหน้าสร้างความชัดเจนในประเด็น Local Content และกฎถิ่นกำเนิดสินค้า (RVC) ที่กระทรวงพาณิชย์ผลักดัน มีความสำคัญต่อการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและผู้ส่งออกในทุกตลาด ไม่เฉพาะสหรัฐฯ
ขณะที่ นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย มองว่า คำวินิจฉัยของศาลทำให้กรอบการกำหนดนโยบายการค้าของสหรัฐกลับเข้าสู่ระบบกฎหมายและกระบวนการที่ชัดเจนมากขึ้น เปิดพื้นที่ให้ประเทศคู่ค้า รวมถึงไทย สามารถเจรจาและชี้แจงเชิงเทคนิคได้มากกว่าเดิม
เขาชี้ว่า มาตรา 122 เป็นเครื่องมือที่ฝ่ายบริหารสามารถใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านสภา แต่มีข้อจำกัดด้านเวลา 150 วัน จึงเป็นมาตรการชั่วคราวเพื่อเร่งการเจรจา และอาจเป็นแรงผลักดันให้ประเทศคู่ค้าเข้าสู่โต๊ะเจรจาเร็วขึ้น
ในอีกมุมหนึ่ง ภาคธุรกิจ มองว่า สถานการณ์นี้อาจเป็น “จังหวะทางการค้า” เนื่องจาก “ผู้นำเข้าสหรัฐฯ” มีแนวโน้มเร่งนำเข้าสินค้าในช่วงที่ภาษีอยู่ในระดับต่ำกว่ารอบก่อน เพื่อลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ไทยจำเป็นต้องเตรียมข้อมูลในทุกประเด็นที่สหรัฐเคยหยิบยกขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็น…โครงสร้างต้นทุน การอุดหนุน การทุ่มตลาด มาตรฐานแรงงาน สิ่งแวดล้อม สุขอนามัยอาหาร และทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อชี้แจงเชิงเทคนิคภายใต้กรอบเวลา 150 วันอย่างเป็นระบบ
สำหรับประเด็นคืนเงินภาษี นายวิศิษฐ์ ชี้ว่า ผู้ส่งออกไทยส่วนใหญ่ในอดีตยอมลดราคาสินค้าเพื่อแบ่งเบาภาระผู้นำเข้าโดยไม่ได้ระบุเงื่อนไขคืนภาษีไว้ในสัญญา จึงอาจไม่ได้รับเงินคืนโดยอัตโนมัติ ยกเว้นบางกรณีที่มีข้อตกลงเชิงพาณิชย์ชัดเจน ซึ่งถือเป็นส่วนน้อย
จากภาพรวมข่าวข้างต้น “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” ขอสวมบทบท “นักวิเคราะห์” เพื่อประเมินถึงสถานการณ์และแนวโน้มในระยะต่อไป ด้วยเชื่อว่า…สิ่งนี้ ได้สะท้อนถึงความไม่แน่นอนทางการค้าโลกที่ยังระบุไม่ได้ว่ามันจะสิ้นสุดได้จริงๆ
เพราะมันอาจเป็นเพียงแค่การเปลี่ยนรูปแบบจาก “มาตรการฉุกเฉินแบบฝ่ายเดียว” ไปสู่ “มาตรการภายใต้กรอบกฎหมายที่มีข้อจำกัดเวลา” ซึ่งทำให้ “เกมการค้า” ในเวทีโลก ได้เข้าสู่โหมดการเจรจาเชิงโครงสร้างมากขึ้น
และจะทำให้ ไทย…มี “พื้นที่ทางการทูตเศรษฐกิจ” เพิ่มมากขึ้น เพียงแต่ “ทีมไทยแลนด์” จะต้องทำงานเชิงเทคนิคให้หนักมากยิ่งขึ้นเช่นกัน
โดยในระยะ 150 วันข้างหน้า มีแนวโน้มที่สหรัฐฯจะใช้มาตรา 122 เป็นเครื่องมือ “เร่งรัด” ประเทศคู่ค้าให้เข้าสู่กระบวนการเจรจาแบบรายประเทศ ขณะเดียวกัน “ผู้นำเข้าสหรัฐฯ” ก็อาจเร่งนำเข้าสินค้าเพื่อป้องกันความเสี่ยง
ทำให้…การส่งออกไทยอาจเห็นแรงส่งระยะสั้น แต่ต้องระวังความผันผวนหากมีมาตรการถาวรตามมา
ในเชิงยุทธศาสตร์ ระยะกลางถึงยาว! ไทยจำเป็นต้อง “ยกระดับ” ความโปร่งใสด้านกฎถิ่นกำเนิดสินค้า โครงสร้างต้นทุน และมาตรฐานการผลิต ให้สอดคล้องกติกา WTO และ แนวโน้มการค้าใหม่ของสหรัฐและยุโรป
นั่นเพราะ “บทเรียนครั้งนี้” ได้ชี้ให้เห็นชัดว่า…“กติกาที่ชัดเจน” คือ เกราะป้องกันความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของ “ประเทศผู้ส่งออก” ในโลกที่…การเมืองกับการค้า ผูกพันกันแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นทุกวัน นั่นเอง!!!.






