หนุนไทย…สู้เกมการค้าโลก

(กรุงไทยลดค่าธรรมเนียมโอนเงินต่างประเทศ ผ่าน Krungthai BUSINESS เสริมศักยภาพ ‘ผู้ส่งออกไทย’ ในเวทีการค้าโลก)
กรุงไทยจัด 2 โปรโมชันโอนเงินต่างประเทศผ่าน Krungthai BUSINESS ค่าธรรมเนียมเริ่ม 99 บาท พร้อมเรทพิเศษและส่วนลดสูงสุด 50% หนุนผู้ประกอบการนำเข้า–ส่งออก ลดต้นทุน เสริมสภาพคล่อง และยกระดับการบริหารธุรกรรมการเงินในยุคดิจิทัล
ธนาคารกรุงไทย เดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการธุรกิจนิติบุคคลที่ทำธุรกิจนำเข้า–ส่งออก จัด 2 โปรโมชันโอนเงินต่างประเทศผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล Krungthai BUSINESS เพื่อลดต้นทุนธุรกรรม เพิ่มความคล่องตัว และเสริมศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก โดยมีผลตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569
โปรโมชันแรก “Krungthai SMART REMITTANCE” สำหรับ ลูกค้าใหม่ที่ทำรายการโอนเงินต่างประเทศผ่าน Krungthai BUSINESS รับค่าธรรมเนียมเริ่มต้นเพียง 99 บาทต่อรายการ ทั้งบริการเงินโอนต่างประเทศขาเข้า (Inward Remittance) และ บริการเงินโอนต่างประเทศขาออก (Outward Remittance) กรณีเลือกแบบเก็บค่าธรรมเนียมธนาคารต่างประเทศจากผู้รับเงิน (Charge BEN) โดยหากทำรายการผ่านสาขา ค่าธรรมเนียมอยู่ที่ 199 บาทต่อรายการ
นอกจากนี้ ลูกค้ายังได้รับส่วนลดอัตราแลกเปลี่ยนพิเศษสูงสุด 8 สตางค์ สำหรับธุรกรรมขาเข้าและขาออกผ่านแพลตฟอร์ม ครอบคลุมสกุลเงินหลัก ทั้งนี้ ผู้สนใจเข้าร่วมโครงการต้องลงทะเบียนตามเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด
อีกหนึ่งโปรโมชัน สำหรับ ลูกค้าที่ทำรายการผ่านบริการ “Krungthai BUSINESS WARP” รับส่วนลดค่าธรรมเนียมโอนเงินต่างประเทศขาออกสูงสุด 50% สำหรับการโอนแบบเก็บค่าธรรมเนียมจากผู้ขอโอน (Charge OUR) รองรับการโอนจากบัญชีเงินบาทและบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ (FCD) ครอบคลุม 9 สกุลเงินหลัก ได้แก่ USD, EUR, GBP, JPY, SGD, AUD, NZD, CAD และ HKD
ธนาคารกรุงไทย ระบุว่า การพัฒนาแพลตฟอร์ม Krungthai BUSINESS มีเป้าหมายเพื่อยกระดับการบริหารจัดการธุรกรรมทางการเงินของภาคธุรกิจ ให้การโอนและรับเงินจากต่างประเทศเป็นไปอย่างสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และคุ้มค่า รองรับบริบทการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วและมีความผันผวนสูง
ในเชิงยุทธศาสตร์ โปรโมชันลักษณะนี้ ไม่ได้เป็นเพียง “แคมเปญลดค่าธรรมเนียม” แต่สะท้อนการแข่งขันเชิงโครงสร้างของระบบธนาคารไทยในการรักษาฐานลูกค้าธุรกิจ ท่ามกลางโลกการค้าใหม่ที่ต้นทุนทุกบาทมีผลต่อความสามารถแข่งขัน
ดังนั้น การลดค่าธรรมเนียมโอนเงินและให้เรทพิเศษ เท่ากับลด friction ในห่วงโซ่การค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะสำหรับ SMEs ที่มาร์จินบางและต้องบริหารกระแสเงินสดอย่างรัดกุม
และหากมองไปไกลกว่า…ตัวผู้ส่งออก จะพบว่า…ระบบการค้าไทยจะได้ประโยชน์จากการที่ธุรกรรมระหว่างประเทศเคลื่อนตัวผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลมากขึ้น รวมถึง…ความโปร่งใส ความเร็ว และข้อมูลธุรกรรมแบบ real-time จะช่วยให้ธนาคารสามารถพัฒนาโซลูชันสินเชื่อ การบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน และผลิตภัณฑ์ป้องกันความเสี่ยงได้แม่นยำขึ้น
ส่งผลให้ระบบการเงินไทยมีความทันสมัยและสอดรับกับมาตรฐานการค้าโลกยุคใหม่
ภาพอนาคตของผู้ส่งออกไทย จึงไม่ใช่เพียง “ผู้ผลิตที่รอคำสั่งซื้อ” แต่คือ…ผู้ประกอบการที่ใช้เครื่องมือดิจิทัลบริหารธุรกรรมข้ามพรมแดนอย่างคล่องตัว มีบัญชีหลายสกุลเงิน บริหาร FX ได้เองบนแพลตฟอร์ม และเชื่อมต่อกับคู่ค้าต่างประเทศแบบไร้รอยต่อ
ทั้งนี้ หากภาคธนาคารเดินหน้าลดต้นทุนธุรกรรมต่อเนื่อง ควบคู่กับการเสริมองค์ความรู้ด้านการบริหารความเสี่ยง การส่งออกไทยจะขยับจากการแข่งด้วยราคา ไปสู่การแข่งขันด้วยความเร็ว ความแม่นยำ และความน่าเชื่อถือในระดับสากล ซึ่งจะเป็น…ฐานรากสำคัญของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว!!!.






