‘กบข.– AIMC – ตลท.’ รวมพลังนักลงทุนสถาบัน ดัน ‘บจ.ไทย’ รับมือ Climate Risk จริงจัง

“3 เสาหลักตลาดทุนไทย” ผนึกกำลัง! ประกาศเดินเกมเชิงรุก ผลักดันบริษัทจดทะเบียนบริหารความเสี่ยงภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ เป้าหมายไม่ใช่แค่ ESG บนกระดาษ แต่คือการขับเคลื่อน NDC และ Net Zero ด้วยพลัง Collective Action ของนักลงทุน

กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ผนึกกำลังกับ สมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) และ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เดินหน้าขับเคลื่อนบทบาทเชิงรุกของนักลงทุนสถาบัน เพื่อผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนไทยบริหารจัดการความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นรูปธรรม สอดรับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ (NDC) ภายใต้กรอบความตกลงปารีส
นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ เลขาธิการ กบข. เปิดเผยว่า ในฐานะ “นักลงทุนสถาบัน” ที่ยึดมั่นในหลักการลงทุนอย่างรับผิดชอบ (PRI) กบข. ให้ความสำคัญกับการบูรณาการปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) เข้าสู่กระบวนการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือกับสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในครั้งนี้ จึงถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการดำเนินงานด้านความยั่งยืนให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แนวปฏิบัติที่ดี และสร้างมาตรฐานร่วมในการขับเคลื่อนประเด็นด้านสภาพภูมิอากาศของตลาดทุนไทย
“ที่ผ่านมา กบข. ได้เข้าหารือกับบริษัทจดทะเบียนในพอร์ตการลงทุนอย่างสร้างสรรค์ (Positive Engagement) ตั้งแต่ปี 2564 เพื่อส่งเสริมการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบและยั่งยืน หนึ่งในประเด็นที่ กบข. ให้ความสำคัญคือการสนับสนุนการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และการกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล” เลขาธิการ กบข. ระบุและย้ำว่า…
หากมีกรณีที่บริษัทจดทะเบียนพบประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กบข. พร้อมร่วมมือกับ AIMC ในการติดตาม แนะนำ และผลักดันให้เกิดการแก้ไขอย่างเหมาะสม เพื่อมุ่งขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero ผ่านการลงทุนที่มีความรับผิดชอบอย่างยั่งยืน
ด้าน นางชวินดา หาญรัตนกูล นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) ในฐานะ ตัวแทนบริษัทจัดการลงทุน กล่าวว่า ความยั่งยืนหรือ ESG เป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งในตลาดทุนไทย ซึ่งที่ผ่านมา เราเน้นการหารืออย่างสร้างสรรค์ (Positive Engagement) และได้เห็นพัฒนาการที่ดีของบริษัทจดทะเบียนมาโดยตลอด สำหรับ การก้าวไปข้างหน้าในมิติของ Climate Transition นั้น กลุ่มบริษัทจัดการลงทุนเองมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานด้าน ESG ภายใน บลจ. พร้อมมุ่งมั่นขับเคลื่อนพอร์ตการลงทุนไปสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Portfolio Emission) ให้บรรลุเป้าหมายของประเทศควบคู่ไปบริษัทจดทะเบียน

ดังนั้น จึงได้รวมพลังกันทั้งอุตสาหกรรมเพื่อทำ Climate Transition Engagement เป็นการเฉพาะ กำหนดมาตรการป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงของปัญหา จัดลำดับความสำคัญของกลุ่มเป้าหมาย บจ.ตามแนวทางที่สำนักงาน ก.ล.ต.กำหนด รวมถึง การวางแผนดำเนินงานในระยะยาวเพื่อติดตามความคืบหน้าของ บจ.ในการเปิดเผยและสอบทานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในกรณีที่ผลการดำเนินงานของ บจ.ไม่เป็นไปตามเป้าหมายหรือเกิดปัญหาอุปสรรคที่สำคัญ เราพร้อมจะร่วมกันดำเนินการตามแนวทางปฏิบัติสากลในการทำ Positive Engagement ร่วมหารือกับบริษัทจดทะเบียนอย่างสร้างสรรค์ พร้อมกำหนดแนวทางการทำงานของผู้จัดการกองทุนกรณีที่ปัญหาไม่ได้รับการตอบสนองหรือไม่เกิดความคืบหน้าอย่างมีนัยยะสำคัญ
นอกจากนั้น เพื่อให้เกิด Big Impact เรายังได้ผสานความร่วมมือกับ กบข. เพื่อให้การทำ Collective Action ของนักลงทุนสถาบันมีน้ำหนักยิ่งขึ้นและได้ร่วมมือกับทางตลท.เพื่อให้ระบบนิเวศน์ของการดำเนินการในการสนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียนก้าวผ่านการดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับประเด็นปัญหาด้านภูมิอากาศสามารถดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรมซึ่งจะเป็นการสนับสนุนแผนยุทธศาสตร์การลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยทั้งในระยะสั้นและยาวได้อีกทางหนึ่งด้วย
ส่วน นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า การบรรลุเป้าหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศ ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วนในตลาดทุน โดยเฉพาะบทบาทเชิงรุกของนักลงทุนสถาบันในการส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนลงมือดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม ความร่วมมือนี้สอดคล้องกับบทบาทของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่มุ่งสนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียนสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ และดำเนินการเปลี่ยนผ่านธุรกิจ (Climate Transition) ได้อย่างเป็นระบบ
ดังนั้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล เครื่องมือ และการเสริมสร้างขีดความสามารถของตลาดทุน เพื่อส่งเสริมการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนตามแนวทางสากล ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพข้อมูลให้มีความโปร่งใส น่าเชื่อถือ และสามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุน รวมถึงติดตามความคืบหน้าของบริษัทจดทะเบียนได้จริง

ในการนี้ ทั้ง 3 องค์กรได้แสดงความเชื่อมั่นว่าการแสดงพลังของผู้ลงทุนสถาบันไทยที่ให้ความสำคัญกับการทำหน้าที่ผู้จัดการกองทุนที่มีความรับผิดชอบ โดยการทำงานเชิงรุกด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ได้ริเริ่มเพิ่มเติมขึ้นมาในครั้งนี้จะช่วยก่อให้เกิด Big Impact การมีส่วนร่วมของผู้ลงทุนสถาบันและทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับประเทศ (NDC) ซึ่งที่สุดแล้ว ไม่เพียงแค่จะลงทุนในธุรกิจที่ยั่งยืน แต่ต้องการสร้างแรงจูงใจให้บริษัทจดทะเบียนกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยคาร์บอนที่ชัดเจนและดำเนินการตามแผน Climate Transition อย่างต่อเนื่อง
สำหรับการจับมือร่วมกันในครั้งนี้ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” เชื่อว่า…จะเป็นมากกว่าการประกาศเจตนารมณ์ ด้วยเหตุผลข้าง ทั้งนี้ ในเชิงยุทธศาสตร์ ถือว่า…ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ ได้สะท้อนประเด็นสำคัญ นั่นคือ Climate Risk ที่ไม่ได้เป็นเพียงแต่เรื่อง “ภาพลักษณ์” อีกต่อไป
แต่กำลังจะกลายเป็น “ตัวแปร” ด้านความสามารถในการแข่งขัน และต้นทุนเงินทุนของบริษัทไทยในระยะยาว
หากบริษัทใด…ไม่สามารถเปิดเผยข้อมูล หรือวางแผนเปลี่ยนผ่านได้อย่างชัดเจน ย่อมต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากการถูก “ลดน้ำหนักลงทุน” หรือ “เผชิญแรงกดดัน” จากผู้ถือหุ้นสถาบันมากขึ้น
อีกด้านหนึ่ง การที่นักลงทุนสถาบัน “รวมพลัง” กันในลักษณะ Collective Engagement จะเพิ่มอำนาจต่อรองและแรงกระเพื่อมเชิงระบบ ทำให้การผลักดันเป้าหมาย Net Zero ไม่กระจัดกระจายเป็นรายกองทุน แต่มีทิศทางเดียวกันทั้งอุตสาหกรรม นี่คือการเปลี่ยนบทบาทนักลงทุนจาก “ผู้ตาม” มาเป็น “ผู้กำหนดมาตรฐาน” ของตลาดทุนไทย
ท้ายที่สุด! หากการเปิดเผยข้อมูลและการกำหนดเป้าหมายคาร์บอนของบริษัทจดทะเบียนพัฒนาไปสู่มาตรฐานสากลได้จริง ไม่เพียงช่วยให้ไทยเข้าใกล้ NDC เท่านั้น???
แต่ยังเป็นการ “ยกระดับ” ความน่าเชื่อถือของตลาดทุนไทย ในสายตานักลงทุนต่างประเทศ ในยุคที่เงินทุนโลกไหลเข้าสู่ธุรกิจที่พร้อมรับมือ Climate Transition มากกว่าธุรกิจที่ยังเพิกเฉยต่อความเสี่ยงระยะยาว!!!.







