Synergy : รัฐ-เอกชน

(บิ๊ก’เอกชน ชี้! GDP ปลายปี’68 โตเกินคาด ผลจาก ‘ทีมมืออาชีพรัฐ–เอกชน’ ผสานพลัง ฟื้นความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย)

สมาคมธนาคารไทย ระบุ GDP ไตรมาส 4/2568 โต 2.5% ดันทั้งปีขยายตัว 2.4% โตเกินคาดการณ์ สะท้อนนโยบายรัฐเดินตรงจุด-โปร่งใส วินัยการคลังชัด! ชี้ “Vote of Confidence” หลังเลือกตั้ง หนุนโมเมนตัมปี 2569 เร่งงบปี 2570 – เดินหน้า PromptBiz เติมสภาพคล่องเศรษฐกิจจริง ระบุ! โจทย์ต่อไปคือ “ยกระดับ Synergy ให้เป็นกลไกถาวร” ผ่าน “ครม.เศรษฐกิจ” เชิงรุก – งบปี 2570 – ขจัดคอขวดโครงสร้าง
นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยช่วงปลายปี 2568 ขยายตัวดีกว่าที่ตลาดประเมินไว้ แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกและข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศ โดยตัวเลขจาก สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่า GDP ไตรมาส 4/2568 เติบโต 2.5% สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 1.3% ส่งผลให้ทั้งปี 2568 ขยายตัว 2.4% สูงกว่ากรอบประมาณการเดิม 2.0–2.2% และมีการปรับเพิ่มคาดการณ์ปี 2569 อยู่ที่ 1.5–2.5%
เขาระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนประสิทธิภาพการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ทำงานเชิงรุก แม้มีระยะเวลาบริหารสั้น แต่สามารถประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด ทำให้มาตรการต่าง ๆ ออกแบบได้ตรงจุด โปร่งใส และเกิดผลในทางปฏิบัติ ภายใต้แนวทาง “Reinvent Thailand” ที่เน้นการร่วมออกแบบและร่วมขับเคลื่อนตลอดห่วงโซ่เศรษฐกิจ
ทั้งนี้ มาตรการ “Quick Big Win” มีบทบาทสำคัญในการประคับประคองเศรษฐกิจระยะสั้น ควบคู่กับการวางรากฐานระยะยาว โดยกำหนดเจ้าภาพชัดเจน มีเป้าหมายและกรอบเวลาวัดผลได้ ลดความซ้ำซ้อน และทำให้การดำเนินนโยบายเป็นเอกภาพมากขึ้น ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับข้อจำกัดด้านวินัยการคลังและกรอบการคลังระยะปานกลาง สร้างเสถียรภาพและความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน
นอกจากนี้ การยกระดับการเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐในแนวทาง “Connect the Dots” เพื่อบริหารความเสี่ยงเชิงระบบ ทั้งการติดตามเส้นทางการเงินและสินทรัพย์เสมือนเงิน มีส่วนช่วยลดปัญหาเงินเทาและแรงกดดันต่อค่าเงินบาท เสริมความแข็งแกร่งต่อระบบการเงินโดยรวม
นายผยง มองอีกว่า ความท้าทายจากนี้ ไม่ใช่เพียงรักษาอัตราการเติบโต แต่คือการสร้าง “Trust and Confidence” ต่อเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง โดยตัวเลข GDP ล่าสุดควบคู่กับผลการเลือกตั้งที่สะท้อนลักษณะ “Vote of Confidence” ชี้ให้เห็นความคาดหวังของภาคธุรกิจต่อความต่อเนื่องของนโยบายและเสถียรภาพรัฐบาล
ดังนั้น ภาคเอกชนจึงให้ความสำคัญกับความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ การเร่งพิจารณางบประมาณปี 2570 และการเบิกจ่ายภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาโมเมนตัมเศรษฐกิจ โดยสมาคมธนาคารไทย ร่วมกับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย (คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร.) พร้อมเดินหน้า โครงการ PromptBiz ภาคเอกชน ลดต้นทุนการค้าในห่วงโซ่อุปทาน เพิ่มสภาพคล่องด้วยเงื่อนไขที่เป็นธรรม ลดการใช้หลักประกัน และผลักดัน Financial Inclusion ในระบบเศรษฐกิจจริง
“การที่รัฐบาลได้บุคลากรมืออาชีพซึ่งมีประสบการณ์ตรงเข้ามาบริหารงานและสามารถลงมือปฏิบัติได้ทันที อาทิ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ และคุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รวมถึงการตัดสินใจบนฐานข้อมูลและกรอบมาตรฐานที่นานาชาติยอมรับ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถเดินหน้าท่ามกลางความผันผวน” ประธานสมาคมธนาคารไทย ย้ำและว่า…
โมเมนตัมปลายปี 2568 จึงอาจต่อยอดเป็น “Positive Surprise” ในปี 2569 และถือเป็น “จุดตั้งต้น” ของการเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบ ทั้งภาระหนี้ครัวเรือน ความสามารถแข่งขันของ SME และการปรับปรุงกฎระเบียบภาครัฐให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ ลดช่องโหว่ทุจริต เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ เปิดตลาดใหม่ ดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรม New S-Curve และวางรากฐานให้เศรษฐกิจไทยกลับมาโดดเด่นในภูมิภาคอย่างยั่งยืน
จากมุมมองของ “ตัวแทนภาคเอกชน” (กกร.) ที่สะท้อนถึงความรู้สึกเชิงบวกต่อ ตัวเลข GDP ในไตรมาสสุดท้าย กระทั่ง ทำให้ภาพรวมของปี 2568 ออกมาดีกว่าคาด กระนั้น สิ่งนี้ ถือเป็นเพียง “สัญญาณบวก” แต่ยังไม่ใช่หลักประกันความแข็งแรงระยะยาว
หากความร่วมมือเชิง Synergy ระหว่างรัฐกับเอกชน…ไม่ถูกยกระดับให้เป็น “กลไก” เชิงสถาบันอย่างจริงจัง!!!
สิ่งที่เห็นในปี 2568 คือ…การทำงานที่ประสานกันเร็ว มีเจ้าภาพชัด มีเป้าหมายวัดผลได้
แต่สำหรับ โจทย์ในปี 2569 เป็นต้นไป น่าจะสนใจมากกว่า? เพราะเป็น ดร.เอกนิติ ที่บอกกับนักข่าวเอง ว่า…“รัฐบาลอนุทิน 2” จะผลักดันให้จีดีพีเติบโตมากกว่าเป้าหมายเดิมที่วางไว้
หมายถึงดันให้ได้ “3% Plus”
นั่นคือ ความคาดหวังสุด!!!
กระนั้น การทำให้ความร่วมมือดังกล่าว จะต้องไม่ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลหรือสถานการณ์เฉพาะหน้า แต่จะต้องฝังอยู่ใน “โครงสร้างการตัดสินใจเศรษฐกิจ” ของประเทศ
ในเชิงผลดี หาก Synergy นี้…เดินหน้าต่อไปได้ สิ่งนี้…จะช่วยลดความล่าช้าเชิงนโยบาย (policy lag) และทำให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล สอดรับกับภาคธุรกิจจริง
ไม่ใช่…การออกแบบจากมุมมองราชการฝ่ายเดียว
อีกทั้งยังช่วย “ลด” ความเสี่ยงเชิงระบบ เช่น ปัญหาสภาพคล่องในห่วงโซ่อุปทาน หนี้ครัวเรือน และ SME ที่เปราะบาง
นั่นเพราะ…ข้อมูลจากภาคเอกชน จะถูกสะท้อนเข้าไปใน “โต๊ะตัดสินใจ” ได้ตั้งแต่ต้นน้ำ โดยไม่ต้องรอให้ปัญหาปะทุแล้ว…จึงลงมือแก้ไข!!!
คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ภาครัฐ จะ “เร่งเครื่อง” อย่างไร???…มากกว่า!!!
“ทีมข่าวยุทธศาสตร์” เชื่อว่า…แนวคิดที่เคยมีการเสนอให้จัดประชุมร่วมระหว่าง…คณะรัฐมนตรี กับ กกร. ในกรอบ “ครม.เศรษฐกิจ” นั้น มีความใกล้เคียงอย่างยิ่งกับสิ่งที่สถานการณ์ในวันนี้
นั่นคือ…การทำให้ภาคเอกชนเข้าไปอยู่ในวงจรการกำหนดนโยบายอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เพียงรับฟังความเห็นเป็นครั้งคราว
หากสามารถ “ยกระดับ” เป็นการประชุมร่วมเชิงโครงสร้าง มีวาระชัด วัดผลได้ และเชื่อมกับงบประมาณปี 2570 โดยตรง ก็จะทำให้ Synergy กลายเป็น “เครื่องยนต์ร่วม” ไม่ใช่เพียงแค่เสริมภาพลักษณ์ทางการเมืองให้กับรัฐบาล
ท้ายที่สุด! หากรัฐบาลต้องการ “รักษาโมเมนตัม” ในเชิง “Vote of Confidence” ที่สะท้อนผ่านตัวเลขเศรษฐกิจและผลการเลือกตั้ง สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการ ก็คือ…
1) ผลักดันงบปี 2570 ให้ทันกรอบเวลาและเน้นลงทุนเพิ่มผลิตภาพ
2) ปรับกฎระเบียบที่เป็นคอขวดโดยอาศัยข้อเสนอภาคธุรกิจแบบ Fast Track
และ 3) ทำให้กรอบวินัยการคลัง ข้อมูลเศรษฐกิจ การกำกับความเสี่ยง เป็น…ระบบเปิด โปร่งใส ตรวจสอบได้
เพราะในโลกที่ผันผวนสูง! ความเชื่อมั่นไม่ได้เกิดจากตัวเลข GDP เพียงปีเดียว แต่เกิดจากการมองเห็น “กลไกความร่วมมือที่มั่นคง” ว่า…ภาครัฐและเอกชน สามารถจะผนึกกำลังร่วมกัน และพร้อมก้าวเดินไปข้างหน้าได้ต่อเนื่อง…จริงๆ!!!.






