DITP ชี้ 8 เทรนด์แต่งบ้านสหรัฐฯ ปี 2026 ดันสินค้าไทยยั่งยืนบุกตลาด

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เผย 8 เทรนด์ออกแบบตกแต่งภายในมาแรงในสหรัฐฯ แนะผู้ส่งออกไทยเร่งปรับสินค้าให้ตอบโจทย์ความยั่งยืน ฟังก์ชัน และเรื่องราวงานฝีมือ มั่นใจจุดแข็งคุณภาพ–มาตรฐานไทยขายได้แน่ในตลาดพรีเมียม

นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่างๆ ทำการสำรวจลู่ทางการค้า และโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ ตามนโยบายกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานจากนายชวนล ผิวนิล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (สคต.) ณ เมืองไมอามี สหรัฐอเมริกา ถึงแนวโน้มการออกแบบตกแต่งภายในที่จะพบได้ทั่วไปในสหรัฐฯ ในปี 2026 และโอกาสในการในการส่งออกสินค้ากลุ่มเฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน โดยเฉพาะในกลุ่มของตกแต่งภายใน งานสิ่งทอ งานฝีมือ และเฟอร์นิเจอร์บางหมวดที่เน้นดีไซน์และคุณค่า

โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานแนวโน้มการออกแบบตกแต่งภายในที่จะเป็นที่นิยมในปี 2026 มีถึง 8 เทรนด์ ได้แก่ 1.แม็กซิมัลลิสม์ (Maximalism) คือ การออกแบบที่ให้คุณค่ากับความหลากหลาย การซ้อนทับของสี ลวดลาย วัสดุ และวัตถุสะสม โดยเน้นการคัดสรรองค์ประกอบแต่ละชิ้นให้สะท้อนตัวตน เรื่องราว และประสบการณ์ของผู้อยู่อาศัย มากกว่าการจัดวางอย่างประหยัดหรือเป็นกลาง เช่น การเล่นสีสันหลายชุดสี ลวดลายซ้อนลวดลาย 2.ความยั่งยืน (Sustainability) อยู่ในความสนใจของผู้บริโภคที่มีจิตสำนึกมาเป็นเวลานานแล้ว แต่ในปี 2026 แนวคิดนี้กำลังก้าวเข้าสู่รสนิยมกระแสหลักมากยิ่งขึ้น 3.ฟังก์ชันการใช้งานกลายเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการออกแบบ เช่น พรมที่ซักได้ โต๊ะกาแฟพับหรือยกปรับได้ 4.งานออกแบบแนวชีวภาพ (Biophilic Design) ให้ความสำคัญกับการเชื่อมกับธรรมชาติอย่างตั้งใจตั้งแต่ภาพภูมิทัศน์ไปจนถึงสีในโทนต่างๆ ที่ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ 5.การตกแต่งแบบค่อยเป็นค่อยไป (Slow Decoration) แนวคิดนี้ให้ความสำคัญกับชิ้นงานที่สื่อความหมายเพื่อบอกเล่าเรื่องราวบางอย่าง แทนที่จะเป็นการตอบสนองต่อความพึงพอใจแบบฉาบฉวย 6.วัตถุโบราณและชิ้นงานออกแบบจากอดีต มีรสนิยมแซงหน้าเฟอร์นิเจอร์ตามกระแส 7.ผ้าแขวนผนังและงานสิ่งทอที่ร้อยเรียงเรื่องราวผ่านลายทอ และ 8.พู่ห้อยเพิ่มรายละเอียดให้กับเนื้องาน โดยไม่ได้ทำให้งานออกแบบดูรกหูรกตา ทำให้พู่ห้อยเหล่านี้กลายเป็นรายละเอียดที่อ่อนโยน แต่ทรงพลังในชิ้นงานออกแบบที่วางทับซ้อนกันได้ดี

นางสาวสุนันทากล่าวว่า จากแนวโน้มเทรนด์การออกแบบที่กล่าวมาทั้งหมด สามารถเห็นทิศทางว่าผู้บริโภคในตลาดสหรัฐฯ กำลังลดความสนใจในงานออกแบบที่เน้นภาพลักษณ์เพียงชั่วคราว และหันมาให้ความสำคัญกับคุณค่าเชิงลึกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความยั่งยืน ฟังก์ชันการใช้งาน ความเป็นตัวตน เรื่องราวของวัสดุ และงานฝีมือ แนวโน้มอย่างแนว Maximalism แบบมีความหมาย แนว Slow Decoration แนวการคัดสรรชิ้นงานจากอดีต แนวงานสิ่งทอที่มีเรื่องเล่า และแนวงานละเอียดเชิงหัตถศิลป์ เช่น พู่ห้อย ล้วนสะท้อนว่าตลาดกำลังให้คุณค่ากับการเลือกอย่างตั้งใจมากกว่าการตกแต่งตามกระแส
ดังนั้น ไทยจึงมีโอกาสในการผลิตและส่งออก เพื่อป้อนความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นงานสิ่งทอ งานเซรามิก งานไม้ งานจักสาน งานตกแต่งเชิงหัตถกรรม และสินค้าที่ใช้วัสดุธรรมชาติหรือวัสดุรีไซเคิล โดยสินค้าไทยมีความละเมียดละไม มีเรื่องราว สอดคล้องเรื่องความยั่งยืน สามารถที่จะขายได้ โดยผู้ผลิต ผู้ส่งออก ต้องเน้นความยั่งยืนที่พิสูจน์ได้ ฟังก์ชันตอบโจทย์การใช้งาน วางตำแหน่งสินค้าที่ผ่านการคัดสรร มากกว่าเป็นของตกแต่งทั่วไป สร้างความพร้อมด้านการแสดงมาตรฐาน แหล่งกำเนิด และใช้ช่องทางการตลาดที่เหมาะสม เช่น ร้านเฉพาะทาง กลุ่มนักออกแบบภายใน หรือแพลตฟอร์มที่เน้นงานคัดสรร จะทำให้สินค้าไทยเจาะเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ ได้เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ สำหรับผู้สนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เว็บไซต์ www.ditp.go.th หรือสายด่วน 1169 และสำหรับผู้ที่สนใจสมัครเป็นผู้ขายบนเว็บไซต์หรือติดตามข้อมูลการค้าและคำสั่งซื้อจากทั่วโลกสามารถเข้าไปที่ แพลตฟอร์มการค้าออนไลน์ระหว่างประเทศ THAITRADE.COM.






