‘บางจาก’ รายงานผลประกอบการปี 2568 มีรายได้ 507,570ล้านบาท EBITDA 35,753 ล้านบาท

กลุ่มบางจาก รายงานผลประกอบการปี 2568 มีรายได้จากการขายและการให้บริการ 507,570
ล้านบาท EBITDA 35,753 ล้านบาท และมีกำไรส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 2,880 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 2.08 บาท ในขณะที่กำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ (ไม่รวมรายการพิเศษ) อยู่ที่ 10,240 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 67 จากปี 2567 และสามารถรับรู้ Synergy ตลอดปี 7,300 ล้านบาท เผยไตรมาสที่ 4 ปี 2568 โรงกลั่นน้ำมันบางจากพระโขนงและโรงกลั่นน้ำมันบางจากศรีราชาสามารถทำสถิติกำลังการผลิตเฉลี่ยรวมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 279,700 บาร์เรลต่อวัน
นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปี 2568 เป็นอีกปีที่ธุรกิจพลังงานเผชิญแรงกดดันจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับลดลงและความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจโลก ส่งผลต่อผลประกอบการของอุตสาหกรรมโดยรวม อย่างไรก็ดี กลุ่มบริษัทบางจากยังคงมุ่งเน้นการบริหารธุรกิจด้วยความรอบคอบ และให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของโครงสร้างธุรกิจในระยะยาวและการวางรากฐานเพื่อขยายตลาดพลังงานทั้งในและต่างประเทศ รองรับการเติบโตในอนาคต โดยในปี 2568 บริษัทฯ มีกำไรส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 2,880 ล้านบาท ประกอบกับความคืบหน้าการปรับโครงสร้างกลุ่มธุรกิจจากการเข้าถือหุ้นบริษัท บางจาก ศรีราชา จำกัด (มหาชน) (BSRC) ในสัดส่วนร้อยละ 99.72 และการเพิกถอน BSRC ออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในเดือนธันวาคม 2568 ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการบริหารการดำเนินงานของทั้งสองโรงกลั่นภายใต้แนวคิด “Together to Greater” และการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานในระยะต่อไป
แม้จะได้รับแรงกดดันจากราคาน้ำมันดิบที่อ่อนตัวลงและผลขาดทุนจากสินค้าคงคลัง โรงกลั่นทั้ง 2 แห่งสามารถเพิ่มอัตราการกลั่นเฉลี่ยได้อีก 5,300 บาร์เรลต่อวันจากปีก่อนหน้า จากการที่โรงกลั่นน้ำมันบางจากพระโขนงไม่มีการปิดซ่อมบำรุงครั้งใหญ่ตามวาระเช่นเดียวกับปีก่อน ขณะที่โรงกลั่นน้ำมันบางจากศรีราชาสามารถเพิ่มอัตราการกลั่นได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ในไตรมาส 4/2568 ใกล้ระดับ 280,000 บาร์เรลต่อวัน ประกอบกับส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยาน (กลุ่ม Middle Distillates) ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลังจากอุปทานที่ตึงตัว ส่งผลให้ Crack Spread ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในไตรมาสสุดท้ายที่ค่าการกลั่นเพิ่มขึ้นสูงถึง 10.8 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล สูงสุดในรอบหลายไตรมาส ปัจจัยดังกล่าวสนับสนุนให้กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมันมี EBITDA ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 77 เมื่อเทียบกับปีก่อน
ขณะที่กลุ่มธุรกิจการตลาดสามารถขยายปริมาณการจำหน่ายน้ำมันจากปีก่อน และรักษาส่วนแบ่งตลาดค้าปลีกในระดับแข็งแกร่งที่ร้อยละ 29 อีกทั้งโครงสร้างธุรกิจที่มีความหลากหลายของกลุ่มบริษัทช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและรักษาเสถียรภาพทางการเงินของกลุ่มบริษัทท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและตลาดพลังงานที่ผันผวน โดยตลอดทั้งปี 2568 บริษัทฯ มีกำไรส่วนของบริษัทใหญ่ 2,880 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 32 จากปีก่อน คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 2.08 บาท และมีโครงสร้างการเงินที่แข็งแกร่งได้รับการคงอันดับเครดิตองค์กรจากบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ที่ระดับ “A+” พร้อมแนวโน้มอันดับเครดิต “คงที่” ต่อเนื่องเป็นปีที่สอง ซึ่งเป็นการยืนยันถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพการดำเนินธุรกิจและฐานะทางการเงินของกลุ่มบริษัทในระยะยาว
นอกจากนี้ บางจากฯ ยังคงให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ครอบคลุมมิติด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) ผ่านการบริหารจัดการแบบกลุ่มบริษัทตลอดห่วงโซ่คุณค่า โดยในปี 2568 บริษัทฯ ได้รับการจัดอันดับ MSCI ESG Rating ระดับ “AA” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน ซึ่งอยู่ในระดับสูงสุดที่บริษัทไทยทำได้ในกลุ่มอุตสาหกรรม Oil & Gas Refining, Marketing, Transportation & Storage และได้รับพระราชทานรางวัลถ้วยพระราชทานในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สาขาความเป็นเลิศด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน จากเวที Thailand Corporate Excellence Awards 2025
สำหรับปี 2569 แม้ธุรกิจพลังงานยังต้องเผชิญความผันผวนของตลาดและทิศทางราคาพลังงานโลก แต่กลุ่มบริษัทบางจากมุ่งขับเคลื่อนการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ตามวิถีของพลังงานโลก Energy Addition ที่พลังงานรูปแบบใหม่ถูกเสริมเข้ามาอย่างต่อเนื่องควบคู่กับฐานพลังงานเดิม เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจและสังคม ภายใต้โครงสร้างธุรกิจที่ปรับให้มีความชัดเจนและคล่องตัวมากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับ 2 กลุ่มธุรกิจที่จะเป็นกลไกในการเติบโตใหม่ ได้แก่ กลุ่มธุรกิจการค้าน้ำมัน และกลุ่มธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันในระดับภูมิภาคและสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงาน ขณะเดียวกันกลุ่มธุรกิจโรงกลั่น การตลาด และพลังงานชีวภาพ ยังคงอยู่ในสถานะที่แข็งแกร่ง พร้อมสร้างประโยชน์จากโอกาสที่เกิดจากภาวะตลาดที่เอื้ออำนวย พร้อมด้วยกลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานและกลุ่มธุรกิจใหม่และโฮลดิ้งส์ ทั้งนี้ การเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ของธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ภายในเดือนมิถุนายน 2569 จะเป็นอีกก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจพลังงานคาร์บอนต่ำของกลุ่มบริษัทฯ






