DIP ปักหมุด ราชบุรี ดัน GI ไทย ‘คุณภาพนำ การตลาดเสริม’ รุกตลาดโลก

กรมทรัพย์สินทางปัญญา เดินเกมรุกยกระดับสินค้า GI ไทย ลงพื้นที่ราชบุรี เสริมระบบควบคุมคุณภาพ–ตรวจสอบย้อนกลับ หนุนตรา GI สร้างมูลค่าเพิ่ม พร้อมเชื่อมการตลาด–โลจิสติกส์ ผลักดันสินค้าไทยครองใจตลาดสากลอย่างยั่งยืน

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา(DIP) กระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมอบรมเสริมสร้างศักยภาพ “การพัฒนาคุณภาพสินค้า GI ไทย ด้วยระบบควบคุมภายในสู่มาตรฐานสากล” โดยเผยว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญาให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการรักษาคุณภาพการผลิตสินค้า GI ให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมฯ โดยส่งเสริมให้ผู้ผลิต ผู้ประกอบการในพื้นที่ จัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้า และมีการตรวจประเมินโดยคณะกรรมการจังหวัดหรือหน่วยตรวจสอบรับรอง เมื่อผ่านการตรวจประเมินแล้ว ผู้ประกอบการจึงจะสามารถขออนุญาตใช้ตราสัญลักษณ์ GI ไทยได้ โดยกฎหมายกำหนดระยะเวลาให้ใช้ตรา GI ไทยได้คราวละ 2 ปี เมื่อครบกำหนดผู้ประกอบการจะต้องดำเนินการตรวจสอบควบคุมคุณภาพตามกระบวนการอีกครั้ง เพื่อขอนุญาตใช้ตรา GI ไทยรอบใหม่ กระบวนการดังกล่าวจะช่วยยกระดับสินค้า GI ไทยให้มีมาตรฐานเทียบเท่าสากล และรับประกันว่าสินค้า GI นั้นเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ มาตรฐาน พิเศษกว่าสินค้าทั่วไป โดยมีกระบวนการควบคุมคุณภาพที่เข้มข้น จึงสามารถจำหน่ายได้ในราคาดี และยังสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคว่าจะได้รับสินค้าตรงตามความคาดหวังและมาจากแหล่งผลิตที่แท้จริง นอกจากนี้ ผู้ประกอบการที่รับอนุญาตให้ใช้ตรา GI ไทย จะได้รับการส่งเสริมศักยภาพทางการแข่งขันในมิติต่างๆ จากกรมฯ อาทิ การสนับสนุนการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ การสร้างโอกาสทางการค้าผ่านงานแสดงสินค้าและแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ได้รับความนิยม การสนับสนุนด้านการจัดส่งสินค้าผ่านความร่วมมือกับบริษัทไปรษณีย์ไทย เป็นต้น

ด้วยเหตุนี้ กรมฯ จึงเดินหน้าส่งเสริมความรู้ความเข้าใจและสร้างความตระหนักรู้ถึงประโยชน์ที่ผู้ประกอบการจะได้รับจากการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้า GI รวมทั้งระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ถึงแหล่งที่มาของสินค้า โดยปัจจุบันมีสินค้า GI ไทยที่จัดทำระบบควบคุมคุณภาพแล้ว 210 รายการ คิดเป็นร้อยละ 83 ของสินค้า GI ไทยทั้งหมด (252 รายการ) และมีผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์ GI ไทยแล้วกว่า 17,000 ราย โดยในปี 2568 มีผู้ผลิตและผู้ประกอบการ GI ตื่นตัวต่อการเข้าสู่ระบบมากขึ้น โดยดำเนินการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพและยื่นขอใช้ตราสัญลักษณ์ GI ไทยกว่า 5,000 รายภายในปีเดียว เป็นเครื่องยืนยันว่าผู้ประกอบการ GI เชื่อมั่นในกลไกดังกล่าว ว่าสามารถสร้างความได้เปรียบทางการค้าอย่างแท้จริง

นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า จังหวัดราชบุรีเป็นอีกหนึ่งจังหวัดในภาคกลางที่มีศักยภาพสูงที่จะต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า GI โดยมีสินค้าที่ขึ้นทะเบียน GI แล้ว 5 รายการ ได้แก่ มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี สับปะรดบ้านคา โอ่งมังกรราชบุรี ไชโป้วโพธาราม และกุ้งก้ามกรามบางแพ ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับจังหวัดรวมกว่า 7,657 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการสินค้า GI ทั้ง 5 รายการ ที่ได้จัดทำระบบคุณภาพผ่านมาตรฐานที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมฯ และได้รับอนุญาตให้ใช้ตรา GI ไทยรวม 414 ราย แต่ปัจจุบันจำนวนผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้ตราลดลงกว่าครึ่ง เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่ขาดความรู้ความเข้าใจว่าหลังจากใบอนุญาตให้ใช้ตรา GI หมดอายุลง จะต้องดำเนินกระบวนการควบคุมคุณภาพรอบใหม่ เพื่อให้ยังคงใช้ตราสัญลักษณ์ GI ได้ และได้รับสิทธิประโยชน์ในการเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการตลาดและกิจกรรมส่งเสริมต่างๆ ของกรมฯ กรมฯ จึงมุ่งมั่นผลักดันให้ผู้ประกอบการในพื้นที่เข้าสู่กระบวนการควบคุมคุณภาพ และต่อยอดการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้า GI โดยขับเคลื่อนแนวคิด “คุณภาพนำ การตลาดเสริม” ให้กับเกษตรกร ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้าน GI ในพื้นที่ เพื่อให้เกิดเครือข่ายการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยมีผู้เชี่ยวชาญของกรมฯ มาถ่ายทอดความรู้ด้านการจัดทำระบบควบคุมภายใน (Internal Control) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการรักษามาตรฐานสินค้า GI ให้มีคุณภาพสม่ำเสมอ ตั้งแต่หลักเกณฑ์และกระบวนการขอใช้ตราสัญลักษณ์ GI ไทย ตลอดจนการทำระบบตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของสินค้า เพื่อผลักดันให้ผู้ผลิตนำตราสัญลักษณ์ GI ไทยไปใช้สร้างมูลค่าเพิ่มและขยายโอกาสให้กับผลิตภัณฑ์ของตนเอง

นอกจากนี้ กรมฯ ยังส่งเสริมศักยภาพด้านการตลาดสินค้า GI โดยเชื่อมโยงการใช้ตราสัญลักษณ์ GI ไทยเข้ากับช่องทางการกระจายสินค้าและการเข้าถึงผู้บริโภค ผ่านความร่วมมือกับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด สนับสนุนการตลาดเชิงรุก ซึ่งกรมฯ ได้เชิญวิทยากร นายวรวิทย์ สุขสาสนี ผู้จัดการฝ่ายการขายและการตลาดบริการไปรษณีย์ มาร่วมถ่ายทอดความรู้และแนะนำบริการด้านโลจิสติกส์ เพื่อสนับสนุนการจัดส่งสินค้าที่สะดวกรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และช่วยลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ พร้อมกันนี้ ยังเปิดเวทีแบ่งปันประสบการณ์ความสำเร็จจากผู้ประกอบการ GI ต้นแบบ นายสินสมุทร ศรีแสนปาง ผู้จัดการบริษัท โรงสีศรีแสงดาว จำกัด ที่ใช้ตรา GI ไทยเป็นเครื่องมือยกระดับความน่าเชื่อถือและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า สามารถขยายตลาดข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งเป็น GI เรือธงของภาคอีสาน ไปสู่ออสเตรีย นอร์เวย์ อิสราเอล และอินเดีย ตอกย้ำว่าการผสานคุณภาพสินค้าและทำการตลาดอย่างเป็นระบบ คือกุญแจสำคัญในการผลักดันสินค้า GI ไทยสู่ตลาดสากลอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ภายหลังกิจกรรมอบรมด้าน GI อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา และคณะ ได้ลงตรวจเยี่ยมแหล่งผลิต GI ไชโป้วโพธาราม ณ โรงงานไชโป้วตราชฎา โดยพื้นที่อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี มีลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่เหมาะต่อการปลูกหัวไชเท้าเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำแม่กลองไหลผ่าน ดินเป็นดินร่วนปนทรายและมีปฏิกิริยาเป็นด่าง ประกอบกับสภาพภูมิอากาศที่มีทั้งความชุ่มชื้นและอากาศเย็นตามฤดูกาล ส่งผลให้การปลูกหัวไขเท้าซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของการทำไชโป้วได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดี คือ ผิวเรียบบาง มีรูปทรงเรียวยาวคล้ายกระบอก มีน้ำหนักดี เนื้อแน่น และไม่ฝ่อ เมื่อนำมาแปรรูปเป็นไชโป้วด้วยวิธีดองเค็มด้วยเกลือทะเล และดองหวานด้วยน้ำตาลทรายขาว ซึ่งเป็นวิธีการถนอมอาหารตามภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดกันมากว่า 30 ปี จึงได้โชโป้วที่มีเนื้อกรอบ ไม่เปื่อยยุ่ย มีสีน้ำตาลสวยงาม กลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ และมีรสชาติเค็มหรือหวานปนเค็มกลมกล่อมซึ่งเป็นลักษณะเด่นของไชโป้วโพธาราม สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 40 ล้านบาทต่อปี จากการจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ โดยมีตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ออสเตรีย เดนมาร์ค เยอรมัน และสวิสเซอร์แลนด์

ในโอกาสนี้ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้หารือกับผู้ประกอบการไชโป้วโพธาราม ถึงแนวทางรักษามาตรฐานคุณภาพสินค้า โดยกรมฯ มีแผนที่จะส่งเสริมการจัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ถึงแหล่งที่มาของสินค้า ควบคู่กับการขยายช่องทางการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ รวมทั้งการต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่ม ผ่านการแปรรูปสินค้าเป็นเมนูใหม่ๆ การสร้างแบรนด์ให้เข้มแข็งและได้รับการปกป้องคุ้มครองในต่างประเทศ โดยก่อนหน้านี้ กรมฯ ได้ส่งเสริมช่องทางจำหน่ายสินค้าไชโป้วโพธารามมาอย่างต่อเนื่อง และในปี 2568 ที่ผ่านมา ได้สนับสนุนการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ไชโป้วโพธารามให้สวยงาม ทันสมัย และสามารถถ่ายทอดอัตลักษณ์และเรื่องราวของสินค้า เพื่อเพิ่มความน่าสนใจและตอบโจทย์ผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น
นางอรมน กล่าวทิ้งท้ายว่า การลงพื้นที่ส่งเสริม GI จังหวัดราชบุรีครั้งนี้ ไม่เพียงกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาคุณภาพและอัตลักษณ์ท้องถิ่นเพื่อยกระดับสินค้า GI ไทยสู่ระดับพรีเมียมเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก และสร้างรายได้หมุนเวียนกลับคืนสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญาพร้อมทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงและให้การสนับสนุนผู้ประกอบการในมิติต่างๆ อย่างเต็มที่ เพื่อให้ตราสัญลักษณ์ GI ไทยเป็นเครื่องหมายแห่งคุณภาพที่ผู้บริโภคทั่วโลกให้การยอมรับอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา และคณะ ได้ลงพื้นที่เยี่ยมชมแหล่งผลิตเต้าหู้ดำสมุนไพรโพธาราม ณ ร้านเต้าหู้ดำสมุนไพร เจ๊อั๊ง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งของฝากขึ้นชื่อของจังหวัดราชบุรี โดยผู้ประกอบการจะนำเต้าหู้ถั่วเหลืองขาวมาต้มกับน้ำพะโล้สมุนไพรจีนเป็นเวลา 3 วัน จนได้เต้าหู้สีดำที่มีรสชาติหวานเค็มกลมกล่อมและมีกลิ่นหอม ปัจจุบันทางร้านมีกำลังการผลิตประมาณ 1,500 ก้อนต่อเดือน สร้างมูลค่าการค้าอยู่ที่ประมาณ 4.5 แสนบาทต่อปี ทั้งนี้ กรมฯ ได้หารือกับผู้ประกอบการถึงแนวทางต่อยอดทรัพย์สินทางปัญญา หลักจากที่ทางร้านได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า “Auntie Ang’s อานตี้อั๊ง” ไว้กับกรมฯ เรียบร้อยแล้ว โดยกรมฯ จะส่งเสริมการพัฒนาแบรนด์และภาพลักษณ์สินค้า ควบคู่กับการขยายช่องทางการตลาด และผลักดันการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและยกระดับผู้ประกอบการท้องถิ่นให้มีศักยภาพในการแข่งขันได้อย่างยั่งยืนต่อไป.










