DITP ชู ‘เกษตรนวัตกรรม–เพิ่มมูลค่า–ขยายตลาดศักยภาพ’ ดันส่งออกสินค้าเกษตรปี’69

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ชี้ทิศทางเกษตรไทยต้องขยับจากแข่งขันปริมาณสู่คุณภาพ นวัตกรรม และความยั่งยืน เร่งยกระดับสินค้าเกษตรมูลค่าเพิ่ม ขยายตลาดศักยภาพทั่วโลก เสริมแกร่งผู้ประกอบการรับมือความผันผวนการค้าโลกในปี 2569

นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ(DITP) กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ตลาดโลกในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนผ่านจาก “เกษตรทั่วไป” ไปสู่ “เกษตรนวัตกรรม” โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพ มาตรฐาน ความยั่งยืน เทคโนโลยี และเรื่องราวของสินค้า มากกว่าการแข่งขันด้านปริมาณและราคาเพียงอย่างเดียว ซึ่งประเทศไทยถือเป็นผู้เล่นสำคัญในเวทีการค้าโลก เป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรอันดับ 8 ของโลก และเป็นผู้นำด้านการส่งออกสินค้าเกษตรของอาเซียน

สำหรับภาพรวมการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยในปี 2568 มีมูลค่า 27,691 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 4.06 จากปีก่อนหน้า โดยมีปัจจัยการแข่งขันด้านราคา ปัญหาด้านโรคพืช ความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสะท้อนถึงความเปราะบางของการพึ่งพาสินค้าเกษตรขั้นต้น และเป็นโจทย์สำคัญที่ไทยต้องเร่งปรับโครงสร้างการส่งออกไปสู่สินค้าเกษตรมูลค่าเพิ่ม

ในด้านตลาดส่งออกสำคัญ จีนยังคงเป็นตลาดอันดับหนึ่งของสินค้าเกษตรไทย โดยมีสัดส่วนการนำเข้าผลไม้มากกว่าร้อยละ 50 รองลงมาคือญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา มาเลเซีย และสหราชอาณาจักร ซึ่งแต่ละตลาดมีลักษณะความต้องการสินค้าแตกต่างกัน อาทิ ตลาดญี่ปุ่นและสหราชอาณาจักรเหมาะกับสินค้าไก่และผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกคุณภาพสูง ขณะที่มาเลเซียเป็นตลาดสำคัญของยางพาราและไก่แปรรูป

การผลักดันสินค้าเกษตรไทยในปี 2569 จะมุ่งดำเนินการภายใต้ 4 แนวทางหลัก ได้แก่

 1. ยกระดับจากสินค้าเกษตรขั้นต้นสู่สินค้าเกษตรแปรรูปและสินค้าพรีเมียม

 2. ขับเคลื่อนเกษตรยั่งยืน รองรับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและการตรวจสอบย้อนกลับ

 3. ขยายตลาดส่งออกเชิงรุกในตลาดศักยภาพ เช่น จีน อาเซียน ตะวันออกกลาง และแอฟริกา

 4. ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร (AgriTech) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และบริหารความเสี่ยง

ในส่วนของบทบาทกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ปัจจุบันมีเครือข่ายสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) 58 แห่ง ใน 43 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก สำนักงานผู้แทนการค้า 4 แห่ง และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ด้านการค้าระหว่างประเทศ (HTA) 33 ราย ใน 19 ประเทศ ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับตลาดโลก

นอกจากนี้ กรมยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการผ่านสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (New Economy Academy: NEA) ซึ่งในปี 2569 ตั้งเป้าพัฒนาผู้ประกอบการกว่า 14,200 ราย ผ่านหลักสูตรมากกว่า 119 หลักสูตร ทั้งในรูปแบบออนไซต์และออนไลน์ ควบคู่กับการส่งเสริมการสร้างแบรนด์ นวัตกรรม และการออกแบบ รวมถึงการมอบรางวัลและตราสัญลักษณ์ต่าง ๆ อาทิ DEmark, PM Export Award, ELMA, Thailand Trust Mark และ Thai SELECT เพื่อเสริมภาพลักษณ์สินค้าไทยในตลาดสากล

ด้านการขยายช่องทางการตลาด กรมเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ผ่านโครงการ SMES Pro-active การจัดคณะผู้แทนการค้า (Trade Mission) บุกตลาดใหม่ในภูมิภาคลาตินอเมริกา แอฟริกา ตะวันออกกลาง และเอเชียใต้ การจัดงานแสดงสินค้าในประเทศและต่างประเทศ เช่น THAIFEX – ANUGA ASIA รวมถึงการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง THAITRADE.COM และ TOPTHAI Store บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำทั่วโลก

สำหรับปี 2569 กรมมีแผนดำเนินโครงการส่งเสริมการขายสินค้าเกษตรอย่างเข้มข้น อาทิ โครงการ Thai Fruits Golden Months ใน 4 ประเทศ ได้แก่ จีน เกาหลีใต้ อินเดีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวม 11 โครงการ ตลอดจนการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการขายข้าวไทยในตลาดสำคัญ เช่น จีน ฟิลิปปินส์ สหรัฐอเมริกา แคนาดา และตะวันออกกลาง

“เกษตรไทยในระยะต่อไปต้องเติบโตด้วย คุณภาพ นวัตกรรม และความยั่งยืน เพื่อเสริมสร้างรายได้ให้เกษตรกร เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศในเวทีการค้าโลกอย่างยั่งยืน” อธิบดีฯ กล่าว

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เว็บไซต์ www.ditp.go.th หรือสายด่วน 1169 และสำหรับผู้ที่สนใจสมัครเป็นผู้ขายบนเว็บไซต์หรือติดตามข้อมูลการค้าและคำสั่งซื้อจากทั่วโลกสามารถเข้าไปที่แพลตฟอร์มการค้าออนไลน์ระหว่างประเทศ THAITRADE.COM.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password