ดัชนีเชื่อมั่นภาคอุตฯ ธ.ค. ลดลง ส.อ.ท. แนะ รัฐดูแลค่าเงินบาท–รับมือ CBAM-เพิ่มโอกาส SMEs

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมด้วย ม.ล.ปีกทอง ทองใหญ่ รองประธาน ส.อ.ท. และรองประธานสายงานเศรษฐกิจและวิชาการ ส.อ.ท. ร่วมเปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนธันวาคม 2568 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 88.2 ปรับตัวลดลงจากระดับ 89.1 ในเดือนพฤศจิกายน 2568

การปรับตัวลดลงของดัชนีดังกล่าว มีสาเหตุจากปัจจัยสำคัญหลายประการ ได้แก่ เหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่บริเวณชายแดนจังหวัดอุบลราชธานี สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีษะเกษ สระแก้ว จันทบุรี และตราด ต้องหยุดชะงักลง ประกอบกับความกังวลต่อความต่อเนื่องของการดำเนินนโยบายภาครัฐ ภายหลังมีการประกาศยุบสภา โดยเฉพาะโครงการคนละครึ่งพลัสเฟสสอง และการเจรจาการค้าไทย–สหรัฐฯ

ขณะเดียวกัน ภาคการผลิตอุตสาหกรรมชะลอลง จากการเร่งผลิตในช่วงก่อนหน้า และจำนวนวันทำงานที่ลดลงในช่วงเทศกาลส่งท้ายปี นอกจากนี้ การส่งออกยังมีแนวโน้มชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าบางประเทศ อาทิ จีน ญี่ปุ่น และกลุ่มอาเซียน รวมถึงสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ในหลายพื้นที่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการจัดกิจกรรมกลางแจ้งและสุขภาพของประชาชน

อีกทั้ง ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นจากกการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ รวมถึง กระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายและสภาพคล่องในประเทศ ส่งผลให้รายได้ผู้ส่งออกปรับลดลง ในขณะที่ค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น และกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวโดยรวม

อย่างไรก็ตาม ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ยังมีปัจจัยบวกหลายประการที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจ ได้แก่ การเข้าสู่ช่วงเทศกาลส่งท้ายปีและการเร่งใช้จ่าย ภายใต้โครงการคนละครึ่งพลัสก่อนสิ้นสุดโครงการวันที่ 31 ธันวาคม 2568 มีส่วนช่วยหนุนการบริโภคและกระตุ้นการใช้จ่ายในภูมิภาคช่วงปลายปี

นอกจากนี้ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ต่อปี จาก 1.50% เป็น 1.25% ต่อปี ซึ่งช่วยบรรเทาภาระทางการเงินให้แก่ภาคธุรกิจและครัวเรือน ขณะเดียวกัน คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติปรับลดอัตราเงินกองทุนน้ำมันดีเซลลง 20 สตางค์ต่อลิตร และผู้ประกอบการบางรายปรับลดราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินลง 50 สตางค์ต่อลิตร โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2568 ส่งผลให้ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพและต้นทุนภาคธุรกิจ

นอกจากนี้ มาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของภาครัฐ อาทิ เงินเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย เงินช่วยเหลือชาวนา และเงินช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ยังมีส่วนช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและพยุงกำลังซื้อในระยะสั้นได้ในระดับหนึ่ง

จากผลการสำรวจผู้ประกอบการจำนวน 1,330 ราย ครอบคลุม 47 กลุ่มอุตสาหกรรมของ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในเดือนธันวาคม 2568 พบว่าปัจจัยที่มีความกังวลเพิ่มขึ้น ได้แก่ เศรษฐกิจภายในประเทศ 62.8% เศรษฐกิจโลก 57.4% อัตราแลกเปลี่ยน (โดยเฉพาะในมุมมองของผู้ส่งออก) 50.4% ราคาพลังงาน 28.6% ส่วนปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลลดลง ได้แก่ นโยบายภาครัฐ 40.3% การเข้าถึงสินเชื่อ 25.3% และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 17.1%

ขณะที่ดัชนีคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 95.7 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 94.9 ในเดือนพฤศจิกายน 2568 โดยเป็นผลมาจากปัจจัยเชิงบวกหลายประการ ได้แก่ มาตรการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากแพลตฟอร์มออนไลน์ตั้งแต่บาทแรก (จากเดิมที่ยกเว้นให้สินค้าที่มีราคาต่ำกว่า 1,500 บาท) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เพื่อควบคุมการนำเข้าสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศและลดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ประกอบการไทย นอกจากนี้ การจัดตั้งรัฐบาลใหม่คาดว่าจะช่วยเร่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จากความชัดเจนด้านทิศทางนโยบายและการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยลบที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ความกังวลต่อความเสี่ยงที่สถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาอาจกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง แม้จะมีการลงนามยุติการรบแล้วก็ตาม ตลอดจน มาตรการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรป ซึ่งจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 และจะเพิ่มภาระต้นทุนด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบ รวมถึงการจัดทำรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ก่อนที่จะเริ่มการจัดเก็บค่าการปล่อยคาร์บอนอย่างเป็นทางการในปี 2570

ข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ

1.เสนอให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อบรรเทาการแข็งค่าของเงินบาท โดยติดตามและยกระดับการกำกับดูแลธุรกรรมในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน เงินทุนเคลื่อนย้าย ตลาดทองคำและการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อลดการเก็งกำไรและความผันผวนของค่าเงิน ควบคู่กับการป้องกันธุรกรรมที่ไม่สอดคล้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริง

2.เสนอให้ภาครัฐส่งเสริมการปฏิบัติตามมาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป ที่เริ่มบังคับใช้เต็มรูปแบบไปเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 เช่น สนับสนุนเงินทุนและผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาเชิงเทคนิคในการลดการปล่อยคาร์บอนและการจัดทำรายงาน GHG, ส่งเสริมกลไกให้เกิดการหมุนเวียนวัตถุดิบใช้แล้วภายในประเทศ และส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด เป็นต้น

3.เสนอให้ภาครัฐเพิ่มสัดส่วนการจัดซื้อจัดจ้างจาก SMEs ผ่านระบบ e-GP เป็น 50% โดยกำหนดเป็นตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน (KPI) ของหน่วยงานรัฐ เพื่อขยายโอกาสทางการตลาดและเพิ่มการเข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของ SMEs

พร้อมกันนี้ นายเกรียงไกร ยังได้กล่าวขอบคุณพรรคการเมืองหลายพรรคที่ให้ความสำคัญและผลักดันประเด็น การส่งเสริมการใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศ (Made in Thailand: MiT) ให้เป็นหนึ่งในนโยบายหาเสียง เนื่องจากปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญกับการหลั่งไหลของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศรวมถึงปัญหาการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า (Transshipment) ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผู้ประกอบการไทยและห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ

นายเกรียงไกร ระบุว่า หากโครงการ MiT ได้รับการนำไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมภายใต้รัฐบาลใหม่ จะเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคอุตสาหกรรมไทย โดย ส.อ.ท. ได้ผลักดันอย่างต่อเนื่องให้ภาครัฐกำหนดสัดส่วนใช้สินค้า MiT ไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ในโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพื่อสร้างความต้องการใช้สินค้าไทยในระบบเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ ใบรับรอง MiT มีบทบาทสำคัญต่อการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ตามกฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดพัสดุและวิธีการจัดซื้อจัดจ้าง โดยให้แต้มต่อ9ผู้เสนอราคาที่ใช้พัสดุที่ผลิตในประเทศและได้รับการรับรองเครื่องหมาย MiT จาก ส.อ.ท. สูงกว่าผู้เสนอราคารายอื่นไม่เกินร้อยละ 5 ซึ่งปัจจุบันได้รับความเชื่อมั่นจากหน่วยงานภาครัฐเป็นอย่างสูง และในแต่ละปีงบประมาณมีมูลค่าการสนับสนุนสินค้า MiT มากกว่าแสนล้านบาท

นายเกรียงไกร กล่าวเพิ่มเติมว่า “ส.อ.ท. ให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลสินค้า เพิ่มความเข้มงวดในการออกใบรับรอง MiT ปกป้องสิทธิ์ของผู้ประกอบการไทยที่ดำเนินงานอย่างถูกต้อง ทั้งนี้ เราได้มีการปรับข้อบังคับ ส.อ.ท. ฉบับที่ 34 (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 ห้ามนำเข้าสินค้า SKU เดียวกันเข้ามาขอรับการรับรอง MiT พร้อมทั้ง ห้ามลบ แก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงบัญชีรายการสินค้าและบัญชีรายชื่อ MiT กรณีมีเหตุอันควรสงสัย ส.อ.ท. มีสิทธิ์ทบทวนหรือเพิกถอนใบรับรอง ทั้งนี้ หากถูกเพิกถอน จะถูกระงับไม่สามารถออก SKU นั้นตลอดไปและบริษัทไม่มีสิทธิ์ยื่นขอรับรองสินค้าทุกรายการ เป็นระยะเวลา 2 ปี”

พร้อมกันนี้ ยังได้มีการยกระดับและพัฒนาระบบการตรวจสอบใบรับรอง MiT ให้มีความทันสมัยและมีความน่าเชื่อถือสูงสุด โดยผู้ซื้อหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบความแท้จริงของเอกสารได้ด้วยตนเองตลอด 24 ชั่วโมง ผ่าน 2 ช่องทางหลัก ได้แก่ การสแกน QR Code ที่ปรากฏบนใบรับรอง ซึ่งจะเชื่อมโยงเข้าสู่ฐานข้อมูลกลางของ ส.อ.ท. เพื่อแสดงสถานะล่าสุด หรือผ่านเว็บไซต์ www.mit.fti.or.th โดยระบุเลขที่ใบรับรองหรือชื่อบริษัท เพื่อตรวจสอบข้อมูลสินค้าและวันหมดอายุของใบรับรอง รวมทั้งเพื่อป้องกันความเสียหายจากการใช้เอกสารปลอม และหากพบการแอบอ้างหรือการกระทำความผิด สามารถแจ้งมายัง ส.อ.ท. โดยจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด เพื่อรักษามาตรฐานของใบรับรอง Made in Thailand (MiT)

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password