ค้าปลีกไทยถึงจุด ‘หัวเลี้ยวหัวต่อ’ แข่งดุ! แต่ยังมีกำไร หากปรับโครงสร้าง ทันพฤติกรรมใหม่

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ชี้! ธุรกิจค้าปลีกไทยเผชิญแรงกดดันรอบด้าน เศรษฐกิจเปราะ–ต้นทุนสูง–การแข่งขันรุนแรง แต่ยังเห็นศักยภาพทำกำไรได้ แนะเร่งใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และ Omnichannel เชื่อมออฟไลน์–ออนไลน์ รับผู้บริโภคเน้น “คุ้มค่า–สะดวก” สร้างความอยู่รอดระยะยาว

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยผลวิเคราะห์ภาพรวม ‘ธุรกิจค้าปลีกไทย’ ที่กำลังเผชิญความท้าทายด้านจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความเปราะบาง ส่งผลให้การเติบโตชะลอตัว การแข่งขันสูง และผู้ประกอบการจำเป็นต้องบริหารต้นทุนอย่างรัดกุม ขณะเดียวกัน ยังมีโอกาสจากการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวและการปรับตัวเชิงดิจิทัล หากสามารถตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น
“จากการวิเคราะห์พบว่า รายได้ครัวเรือนที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ต่ำถึงปานกลาง ประกอบกับภาระหนี้สินและค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าอย่างระมัดระวัง เน้นสินค้าจำเป็นและความคุ้มค่า (Value for Money) ขณะที่ ภาคการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ช่วยพยุงยอดขายค้าปลีกในบางหมวด เช่น อาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะ ในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวหลัก ขณะที่ เชิงโครงสร้างธุรกิจค้าปลีกหน้าร้านยังคงมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะ ในพื้นที่ชุมชนและต่างจังหวัด ในทางกลับกัน ร้านค้าปลีกออนไลน์เติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะเลือกซื้อสินค้าได้อย่างสะดวกสบาย และลูกค้าสามารถเปรียบเทียบราคาที่ได้ อย่างไรก็ตาม ร้านค้าปลีกออนไลน์ยังไม่สามารถทดแทนร้านค้าหน้าร้านได้อย่างสมบูรณ์ ผู้ประกอบการจึงต้องปรับตัวมาใช้การตลาดแบบ Omnichannel หรือการผสมผสานช่องทางการขายระหว่างออฟไลน์กับออนไลน์ จนเกิดมาตรฐานใหม่ที่ผู้ประกอบการในยุคนี้ต้องเร่งพัฒนา เช่น เพิ่มช่องทางการสั่งซื้อออนไลน์ หรือการสั่งผ่านออนไลน์และมารับสินค้าที่หน้าร้าน หรือการจัดส่งแบบเร่งด่วนในพื้นที่” อธิบดีฯพูนพงษ์ กล่าว

ปัจจุบันประเทศไทย มีนิติบุคคลในธุรกิจค้าปลีก 14,902 ราย ทุนจดทะเบียน 136,794 ล้านบาท แบ่งเป็น ซุปเปอร์มาร์เก็ต 930 ราย ทุนจดทะเบียน 11,119 ล้านบาท ดิสเคาท์สโตร์/ซูเปอร์มาร์เก็ต/ไฮเปอร์มาร์เก็ต 299 ราย ทุนจดทะเบียน 22,893 ล้านบาท ร้านสะดวกซื้อ/มินิมาร์ท 1,328 ราย ทุนจดทะเบียน 23,391 ล้านบาท ร้านขายของชำ 1,114 ราย ทุนจดทะเบียน 3,735 ล้านบาท และร้านค้าขายปลีกอื่นๆ 11,231 ราย ทุนจดทะเบียน 75,656 ล้านบาท โดย กว่า 94% เป็นธุรกิจขนาดเล็ก ทั้งนี้ การจัดตั้งใหม่ช่วง 5 ปีย้อนหลัง (2563-2567) มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 32.52% จาก 1,390 รายในปี 2563 เป็น 1,842 ราย ในปี 2567
ขณะเดียวกัน การจดเลิกเพิ่มขึ้นจาก 298 ราย ในปี 2563 เป็น 332 ราย ในปี 2568 (ม.ค.-พ.ย.) สะท้อนแรงกดดันจากการแข่งขันและต้นทุนที่สูงขึ้น ด้าน ผลประกอบการ พบว่า ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2565-2567) รายได้และกำไรมีความผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ โดยในปี 2567 แม้รายได้รวมจะอยู่ที่ 1,306,002 ล้านบาท ลดลง 345,397 ล้านบาท คิดเป็น 20.92% เมื่อเทียบกับปี 2566 (1,651,399 ล้านบาท) แต่สามารถทำกำไรสุทธิได้ที่ 47,893 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,082 ล้านบาท คิดเป็น 23.40% เมื่อเทียบกับปี 2566 (38,811 ล้านบาท) สะท้อนถึงความสามารถของผู้ประกอบการในการควบคุมต้นทุนและปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้เหมาะสมกับสถานการณ์

ด้าน การลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติในธุรกิจค้าปลีกมีเงินลงทุน 11,571 ล้านบาท ประเทศที่เข้ามาลงทุนมากที่สุด 3 อันดับแรกคือ ญี่ปุ่น 21.14% ทุน 2,446 ล้านบาท จีน 18.98% ทุน 2,196 ล้านบาท และสิงคโปร์ 16.70% ทุน 1,932 ล้านบาท
“ธุรกิจค้าปลีกไทยกำลังยืนอยู่บนช่วง ‘หัวเลี้ยวหัวต่อ’ ที่รอการพิสูจน์ความอยู่รอดและการเติบโตในระยะยาว ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับการขยายจำนวนสาขาเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการปรับตัวเชิงโครงสร้าง การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี เช่น ระบบวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าและ AI การพัฒนา Omnichannel อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการดำเนินธุรกิจบนหลักความยั่งยืน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมศักยภาพการแข่งขันของค้าปลีกไทยในอนาคต” อธิบดีฯพูนพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย.







