พระมหากรุณาธิคุณ


ท่ามกลางมหันตภัยครั้งใหญ่ในภาคใต้ พระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสมือนเป็น “หยาดน้ำทิพย์” ไหลชโลมหัวใจคนไทยทั่วแผ่นดิน ทว่า! รัฐบาลและกลไกรัฐ กลับถูกทดสอบครั้งใหญ่ ทั้งด้าน “ภาวะผู้นำ” และ “ยุทธศาสตร์การบริหารภัยพิบัติ” สะท้อนโครงสร้างอำนาจไทย..ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่ออย่างชัดเจน
วิกฤตอุทกภัยภาคใต้ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่เพียงเป็น…เหตุการณ์ธรรมชาติที่สร้างความเสียหายอย่างรุนแรง แต่ยังกลายเป็น “ฉากสำคัญ” ที่เผยให้เห็น “โครงสร้างอำนาจรัฐไทย” ในมิติที่ซับซ้อน
ทั้งด้าน…มนุษยธรรม, ความมั่นคง และการบริหารราชการในภาวะฉุกเฉิน!
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรง มีพระราชกระแสห่วงใย เสด็จพระราชทานกำลังใจ และพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน 100 ล้านบาท แก่โรงพยาบาลหาดใหญ่ เพื่อฟื้นฟูอุปกรณ์ทางการแพทย์ และระบบที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย
การพระราชทานความห่วงใยต่อบุคลากรทางการแพทย์, จิตอาสา, เจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย และการทรงรับศพผู้เสียชีวิต ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ ล้วนเป็น…
พระมหากรุณาธิคุณที่ล้นพ้นหาที่สุดมิได้!!!
เปรียบเสมือน “หยาดน้ำทิพย์” ที่หลั่งมาหล่อเลี้ยงจิตใจประชาชนในยามทุกข์ยากที่สุดของชีวิต!
ท่ามกลางภาวะที่สังคมไทย…เกิดความวิตกกังวลใจต่อสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ และข่าวนี้…ได้แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว
พระราชกระแสนี้…ได้ทำให้เกิด “อารมณ์” ของผู้คนจำนวนมาก เกิดความรู้สึกปิติ…ยินดี สัมผัสและรับรู้ได้ถึงการถูกโอบอุ้มทางใจ ในห้วงเวลาที่ “รัฐบาลกลาง” ยังอยู่ในภาวะสับต่อ กับการจัดระเบียบกลไก ต่อสู้กับภัยพิบัติทางธรรมชาติ
การพระราชทาน “โดรน” สำหรับค้นหาและขนส่งแก่เหล่าทัพต่าง ๆ ยิ่งเสริมพลังความเชื่อมั่น ที่ว่า…การช่วยเหลือครั้งนี้ ได้ถูกจัดวางภายใต้ทิศทางการดำเนินการที่ชัดเจน
ทำให้ประชาชนในพื้นที่น้ำท่วม เกิดความรู้สึก “มั่นคงทางจิตใจ” ที่ยิ่งใหญ่กว่ามาตรการใด ๆ จากฝ่ายการเมือง
ในขณะที่…พระราชกระแส และการพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ ได้สร้างแรงสะเทือนระดับชาติ บทบาทของฝ่ายบริหาร…จึงถูก “จับตามอง” มากขึ้นเป็นพิเศษ…
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย อยู่ในสถานะที่ต้อง “ตอบสนอง” ต่อการแก้ไขวิกฤตใน “2 มิติ” ไปพร้อมกัน
มิติแรก คือ การเร่งบรรเทาความเดือดร้อนและจัดการกลไกสั่งการของกระทรวงมหาดไทย ซึ่ง ตัวเขา…กำกับดูแล
และ มิติที่สอง คือ การจัดวางภาวะผู้นำทางการเมืองในช่วงที่สังคมกำลังประเมินมาตรฐานรัฐบาลใหม่จากผลงานที่เป็นรูปธรรม
จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่…สำนักนายกรัฐมนตรี สื่อรัฐบาล และหน่วยงานราชการ ต่างทยอยเผยแพร่ภาพนายกรัฐมนตรีใน “ชุดเต็มยศ” ระหว่าง…การประชุมสั่งการ พร้อมเนื้อหาที่เน้นว่า…
“นายกฯ ห่วงใยพี่น้องประชาชน”
ภาพเช่นนี้…สื่อถึงทำงานในเชิงสัญลักษณ์ ได้ดีไม่แพ้…บทบัญชาการจริง เพราะมันคือความพยายาม “เรียกคืน” พื้นที่ความชอบธรรมของฝ่ายบริหาร ท่ามกลางกระแสที่รุนแรงและหลากหลาย
กระทรวงมหาดไทย โดย กรมที่ดิน ซึ่งได้รับคำสั่งโดยตรงจาก…นายกรัฐมนตรี ได้เร่งดำเนินมาตรการ 3 ประเด็นเร่งด่วน! ได้แก่…
การลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนจำนอง เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อฟื้นฟูความเสียหาย
การรังวัดสอบเขตที่ดินกรณีหลักเขตสูญหายโดยใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียม และการออกใบแทนโฉนดที่สูญหายจากน้ำท่วม
รวมถึง การประกาศใช้แผนบริหารความต่อเนื่อง BCP เพื่อให้ประชาชนยังใช้ “บริการ” ของกรมที่ดินได้ แม้สำนักงานในพื้นที่จะได้รับผลกระทบ
มาตรการเหล่านี้…มีความสำคัญในเชิงโครงสร้าง เพราะการ “ฟื้นตัว” หลังน้ำท่วม ไม่ได้เริ่มจากการเยียวยาชั่วคราว แต่เริ่มจากการ “คืนความมั่นคง” ในทรัพย์สินและสิทธิขั้นพื้นฐาน ซึ่งเป็น…กลไกที่เชื่อมเศรษฐกิจครัวเรือนเข้ากับระบบการเงินโดยตรง
ท่ามกลางความพยายามของฝ่ายบริหาร เสียงจาก…ฝ่ายนิติบัญญัติ ก็เริ่มมีน้ำหนักมากขึ้น???
โดยเฉพาะ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งได้กล่าวถึง “ยะลาโมเดล” ที่ใช้ การแจ้งเตือนล่วงหน้า, การเตรียมศูนย์พักพิงที่มีความพร้อม และความร่วมมือของภาคส่วนต่าง ๆ
ทำให้ความเสียหายในจังหวัดยะลา…น้อยลงกว่าปีก่อน
ชุดแนวคิดนี้ สะท้อน “ยุทธศาสตร์เชิงป้องกันก่อนเกิดเหตุ” ที่ประเทศไทยมักขาดหาย
การที่ “ประธานสภาผู้แทนราษฎร” นำเสนอ…โมเดลระดับพื้นที่ ในจังหวะที่รัฐบาลกำลังเร่งระดมความช่วยเหลือ จึงทำให้เกิดภาพเปรียบเทียบระหว่าง…
“การบริหารแบบตอบสนองเฉพาะหน้า” ของฝ่ายบริหาร กับ “การตั้งต้นเชิงระบบ” ที่ฝ่ายนิติบัญญัติพยายามเสนอ
เป็นการ “แข่งขันเชิงคุณค่า” ทางนโยบาย ที่ทำให้สภาฯกลับมามีบทบาทในเชิงกำหนดทิศทางมากขึ้น!!!
อีกด้านหนึ่ง กระแสสังคมไทย ยังให้ความสนใจกับ “บทบาท” กองทัพในช่วงวิกฤต หลังมีข่าวว่า…ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ลงมาดูแลสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อรองรับพระราชกระแส และภารกิจพระราชทานโดรนช่วยค้นหา-ขนส่งอุปกรณ์
บทบาทกองทัพในลักษณะนี้ ไม่ใช่…เรื่องใหม่ในสังคมไทย เนื่องจากกองทัพมักใช้ “ภารกิจเพื่อสถาบันและประชาชน” เป็นฐานการดำเนินงานด้วยความถูกต้อง เหมาะสม และชอบธรรม ในทุกครั้งที่บ้านเมือง…ประสบกับปัญหาในภาวะวิกฤต
การลงพื้นที่ครั้งนี้ จึงถูกมองว่า…เป็นส่วนหนึ่งของ “สถาบันความมั่นคงของชาติ” ที่ตอบสนองต่อ…พระราชกระแสรับสั่งโดยตรง
แม้ รัฐบาลจะพยายามสื่อสาร ว่า…“การจัดการหลัก” อยู่ในมือฝ่ายบริหาร แต่การปรากฏตัวของ “กองทัพ” ก็ทำให้ “สมการอำนาจ” ในภาวะฉุกเฉิน! มีมิติของความหมาย…มากกว่าแค่การลงมือปฏิบัติของฝ่ายการเมือง
อย่างไรก็ตาม ภาพเช่นนี้ ทำให้เห็นว่า…ในระบบราชการไทยนั้น การประสานงานระหว่าง…สถาบันพระมหากษัตริย์, รัฐบาล, กองทัพ และท้องถิ่น ยังคงเป็น “ปัจจัยชี้ขาด” ในประสิทธิภาพของการช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์วิกฤต!
เมื่อรวมปัจจัยทั้งหมดเข้าด้วยกัน วิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้…จึงเป็นเสมือน “ห้องทดลองทางยุทธศาสตร์” ของไทยในหลายระดับ…
ทั้งในฐานะที่เป็น “วิกฤตสาธารณภัย” ที่ต้องการการตอบสนองอย่างรวดเร็ว และในฐานะ “สนามการเมือง” ที่ทดสอบความสามารถและศักยภาพของ “ผู้นำ” ในซีกของรัฐบาล
วิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้…ได้ทำให้เห็นบทบาทและความสามารถของหลายหน่วยงานของรัฐ แม้กระทั่ง ตัวรัฐบาลเอง แต่สิ่งที่ประชาชน…รู้สึกสัมผัสและรับรู้ได้มากที่สุด นั่นคือ…
พระเมตตาจากในหลวง ซึ่งได้กลายเป็น “กำลังใจ” ที่สำคัญสุด! ของผู้คนในสังคมไทย!!!
พระมหากรุณาธิคุณจาก “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ” มิต่างจาก…“ศูนย์กลางทางจิตใจ” ที่หล่อเลี้ยงความหวังของประชาชนคนไทย
ในระดับการเมือง “นายกฯอนุทิน” กำลังพยายามใช้บทบาทใน กระทรวงมหาดไทย เป็น “เครื่องมือ” จัดระเบียบการบริหาร และสร้างภาพภาวะ “ผู้นำ”
ในระดับนโยบาย ฝ่ายสภาฯ กำลัง “ผลักดัน” แนวคิดป้องกันล่วงหน้า เพื่อยกระดับมาตรฐานการจัดการภัยพิบัติ
ในระดับความมั่นคง กองทัพ ขยับตัวตามแนวทางที่สถาบันฯได้กำหนด เพื่อเสริมกำลังการช่วยเหลือ
ทั้งหมดนี้ ได้ทำให้วิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้ ไม่ใช่แค่…ปรากฏการณ์ธรรมชาติ แต่เป็นเหตุการณ์ที่สะท้อน “โครงสร้างรัฐไทย” ในแบบที่หาดูได้ยาก
ในอนาคตอันใกล้ สิ่งที่จะเป็น “ตัวชี้วัด!” ความสำเร็จของทุกฝ่าย ไม่ใช่เพียงตัวเลขของผู้ได้รับความช่วยเหลือ แต่คือ…ความสามารถของรัฐ ในการเชื่อมโยงบทบาทของสถาบันต่าง ๆ เข้าด้วยกันอย่างมีเอกภาพ
ภายใต้ พระมหากรุณาธิคุณ ที่เป็น “แสงนำทาง” และภายใต้ “ภาวะผู้นำ” ของรัฐบาลที่ต้องแปร “พระราชกระแสฯ” ให้เป็นการทำงานเชิงระบบ! ที่ยั่งยืนมากขึ้น
การ “ก้าวข้าม” จากการตอบสนองฉุกเฉิน! ไปสู่…การป้องกันเชิงยุทธศาสตร์ คือ “โจทย์ใหญ่” ที่รออยู่เบื้องหน้านั้น
อาจเป็น “จุดเปลี่ยน!” ที่สำคัญของ…ระบบบริหารจัดการภัยพิบัติของไทยในอนาคต!!??.

