บสย.อัพองค์กรสู่ดิจิทัล ผุดนวัตกรรมค้ำประกัน Hybrid Guarantee

แม่ทัพใหม่ บสย. “สิทธิกร ดิเรกสุนทร”  มุ่งยกระดับ ขับเคลื่อนองค์กรด้วย  ดิจิทัล เทคโนโลยี ก้าวทะยานไปข้างหน้า เพื่อ SMEs ไทย ประกาศทิศทางนโยบายและแผนดำเนินงานปี 2565 “TCG Fast & First” รวดเร็ว รอบคอบ เป็นที่หนึ่งในใจ SMEs เพิ่มโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อทุกมิติ ผ่านนวตักรรม ค้ำประกันสินเชื่อ Hybrid Guarantee พร้อมวางกลยุทธ์ 3N “New EngineNew CultureNew Business Model” เผย! เหตุตลอด 1 เดือนที่เข้ารับตำแหน่ง และเดินสายพบกลุ่มคน/องค์กรระดับต่างๆ หวังดึงแนวร่วมมาช่วยภารกิจค้ำเงินกู้ให้ผู้ประกอบเอสเอ็มอี

หลังจากเข้ารับตำแหน่ง กรรมการและผู้จัดการทั่วไป” บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)   เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2565 และนี่ถือเป็นครั้งแรกที่ นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร “เปิดตัว” อย่างเป็นทางการ กับ ผู้สื่อข่าวสายเศรษฐกิจการเงินและการคลัง เมื่อช่วงบ่ายแก่ๆ ของวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2565

เขาให้เหตุผลที่ต้อง “เดินสาย” เยี่ยมคารวะและถือโอกาสสวัสดีในห้วงเทศกาลปีใหม่ฯ กับผู้ใหญ่ระดับรัฐมนตรี ข้าราชการระดับสูง ผู้บริหารสถาบันการเงินทั้งของภาครัฐและเอกชน ผู้นำองค์กรภาคธุรกิจ สภา/สมาคมต่างๆ รวมถึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในระดับต่างๆ ว่า…เป็นไปเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ ขอรับทราบแนวนโยบาย การประสานความร่วมมือ และความต้องการแท้จริงของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ฯลฯ

ทั้งหมดนำไปสู่การวางแผนงานขององค์กร ระดับ “ยุทธศาสตร์” ในยุคที่ตัวเขาเข้ามาบริหารงานใน บสย. โดยหนึ่งในนั้น คือ การจะต้องเร่งยกเครื่ององค์กรและนำ “นวัตกรรม เทคโนโลยี (ดิจิทัล)” เข้ามาใช้กับองค์กรให้เร็วที่สุด! รองรับงานในภารกิจเบื้องหน้าของ บสย. ที่ดูเหมือนจะมีน้ำหนักความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการทำหน้าที่เป็น “ตัวกลาง” ค้ำประกันสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี

ดังม็อตโตที่ว่า…“เพื่อ SMEs เรายินดีค้ำ”

เหตุผลที่พวกเขาจำเป็นจะต้องเร่งปรับตัวให้เข้า Steakholder หรือ “ผู้มีส่วนได้เสีย” โดยเฉพาะแบงก์พาณิชย์ ที่เป็นธุรกิจกลุ่มใหญ่ในการพิจารณาปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ก็คือ …

ความเชื่อที่ว่า…จากนี้ไปจะมีปริมาณการค้ำประกันสินเชื่อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากยังมีผู้ประกอบเอสเอ็มอีอีกกว่า 5 ล้านราย ที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน และรัฐบาลมีแผนที่จะดึงเอาผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อย ไม่ว่าจะเป็น ระดับเอสมากๆ และระดับไมโครเอสเอ็มอี โดยเฉพาะ “กลุ่มเปราะบาง” มาขึ้นทะเบียนให้ครบในอนาคตอันใกล้

ซึ่งนั่นจะทำให้ ปริมาณงานของ บสย.มีเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด และหาก บสย.ไม่ปรับตัว โดยนำนวัตกรรมเทคโนโลยีมาใช้ในการดำเนินงานแล้ว ไม่เพียงจะทำให้แบงก์พาณิชย์ มองกลับมาด้วยสายตาแปลกๆ หากแต่ยังทำให้ ภาพลักษณ์องค์กรเกิดความเสียหายได้ มากกว่านั้น จะทำให้ปริมาณงานคงค้างที่อยู่กับ บสย.มีปริมาณเพิ่มมากขึ้น จนไม่อาจจะดำเนินการค้ำประกันให้กับผู้ประกอบเอสเอ็มอี ได้ตามที่คาดหวังเอาไว้

ทั้งนี้ จากการเปิดตัวและแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ นายสิทธิกร ระบุตอนหนึ่งว่า…บสย. ที่จะมีอายุครบ 30 ปี ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์นี้ จำเป็นจะต้องยกระดับองค์กรก้าวสู่ ดิจิทัล แพลตฟอร์ม ภายใต้แนวคิด “TCG Fast & First” รวดเร็ว รอบคอบ เป็นที่หนึ่งในใจ SMEs  โดยมีแผนจะขับเคลื่อนองค์กรด้วย digital Technology สร้าง Financial Platform เป็นเครื่องมือการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการของ บสย. เข้าถึงทุกกลุ่มเป้าหมาย รับการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจในปัจจุบัน ครอบคลุมถึงการขยายบทบาท บสย. สู่ Digital Credit Enhancer เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุนให้ผู้ประกอบการ SMEs ภายใต้กลยุทธ์ 3 N ได้แก่…

1. New Engine พัฒนาผลิตภัณฑ์ ค้ำประกันสินเชื่อเจาะเฉพาะกลุ่ม (Segmentation) รูปแบบผสมผสาน  (Hybrid Products) ระหว่างผลิตภัณฑ์ค้ำประกันเชิงพาณิชย์ของ บสย. (Commercial Product) และ ผลิตภัณฑ์ค้ำประกันที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ (PGS 9) และ การค้ำประกันสินเชื่อผู้ประกอบการ SMEs แบบเฉพาะกลุ่ม (Segmentation) 

2.New Culture  ก้าวสู่วัฒนธรรมองค์กรใหม่ บสย. “TCG Fast & First” เป็นที่หนึ่งในใจ SMEs  รวดเร็วเหมือน Fintech Company  และ รอบคอบ  เหมือนสถาบันการเงิน พร้อมการปรับกระบวนการทำงานภายในที่ขับเคลื่อนด้วย digital Technology

3.New Business Model  ด้วย Digital Platform พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน Digital Gateway เชื่อมโยงธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์เชื่อมโยงระบบต่างๆ กับสถาบันการเงิน และผู้ให้บริการทุกแพลตฟอร์ม ผ่าน Digital Touchpoint  ในรูปแบบ O2O ( Online to Online Lending)  อาทิ Electronic Know Your Customer (e-KYC) และ  e-Statement ซึ่งเป็นที่ยอมรับจากลูกค้าและได้มาตรฐานการบริหารจัดการ Good Governance

สำหรับ แผนการดำเนินงานในปี 2565 นั้น บสย.ได้ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานภายใต้ 4 แนวทาง ประกอบด้วย….

1.สร้างสรรค์นวัตกรรมค้ำประกันสินเชื่อ ในรูปแบบ “Hybrid Guarantee” ผสมผสานเชื่อมโยง ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของโลกการเงิน พร้อมสร้าง Financial Platform ขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพิ่มโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยกลุ่มฐานราก กลุ่มอาชีพอิสระ และ กลุ่มผู้ค้า Online  

2.เพิ่มสัดส่วนคุ้มครองความเสี่ยงให้สถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อ ในโครงการค้ำประกันสินเชื่อ PGS

3.จัดทำโครงการพิเศษ ในโอกาส บสย.ครบรอบ 30 ปี ยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปี 3 ปี และ อัตราความคุ้มครอง ร้อยละ 30 สำหรับลูกค้าค้ำประกันสินเชื่อ ลดต้นทุนธุรกิจในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว   

4.ขยายบทบาท 2 ด้านหลัก ได้แก่ 1.ด้านค้ำประกันสินเชื่อ SMEs  มุ่งสู่ Digital Credit Enhancer เพื่อเพิ่มโอกาสเติมเต็มศักยภาพทางการเงิน และลดความเหลื่อมล้ำการเข้าถึงสินเชื่อให้ผู้ประกอบการ SMEs และลดการพึ่งพาสินเชื่อนอกระบบ  2.เพิ่มบทบาทการส่งเสริมความรู้ทางการเงิน  (Financial Literacy) ผ่านศูนย์ที่ปรึกษาทางการเงิน SMEs  หรือ บสย. F.A. Center โดยทีมผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งมีประสบการณ์ที่เชี่ยวชาญด้านการเงิน ซึ่งในปีนี้ บสย. จะติดตามผลการให้คำปรึกษาและลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมผู้ประกอบการ SMEs ที่ขอรับคำปรึกษา นอกเหนือจากการร่วมเป็นทีมที่ปรึกษาในโครงการ ”หมอหนี้เพื่อประชาชน” ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อให้คำปรึกษาปัญหาหนี้ เพื่อช่วยลดปัญหาการขยายตัวของหนี้ครัวเรือน  

“ในปี 2565 นี้ เราวางแผนจะค้ำประกันสินเชื่อให้ได้ราว 1.2 แสนล้านบาท รองรับปริมาณความต้องการขอสินเชื่อของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่คาดว่าจะมีสัดส่วนระหว่างเอสเอ็มอี ระดับ S และ M กับระดับไมโคร เอสเอ็มอี (S มากๆ และกลุ่มเปราะบาง) ในอัตรา 70 : 30 และหากจะถามว่า เหตุใดถึงตั้งเป้าหมายไว้ต่ำกว่าปีที่ผ่านมา นั่นก็มี 2 เหตุผล คือ 1.เมื่อปีที่แล้ว รัฐบาลมีโครงการสินเชื่อต่างๆ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรวมกันมากกว่า 1 แสนล้านบาท และ 2.ในปี 2565 นี้ มีโอกาสที่บสย. จะได้ค้ำประกันในโครงการสินเชื่อซอฟท์โลนของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ที่มีวงเงินราว 90,000 ล้านบาท รวมถึงโครงการค้ำประกันสินเชื่อ PGS9, ไมโคร 4 และไมโคร 5 ซึ่งอย่างหลังนี้ ถือว่าเป็นประโยชน์อย่างมากต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีขนาดเล็กๆ และเชื่อว่าจะมีวงเงินสินเชื่อไม่ต่ำกว่า 30,000 ล้านบาท ซึ่งโครงการสินเชื่อข้างต้นนื้  จะเข้ามาเติมเต็มกับเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ 1.2 แสนล้านบาท ส่วนจะเพิ่มขึ้นเท่าใดนั้น จะต้องรอดูสถานการณ์กันต่อไป แต่ บสย.พร้อมแล้วที่จะทำหน้าที่ค้ำประกันสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี” นายสิทธิกร ย้ำ

ส่วนผลประกอบการปี 2564 ที่ผ่านมานั้น กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บสย. ระบุว่า นับเป็นการสร้างสถิติค้ำประกันสูงสุดในรอบ 29 ปี ด้วยวงเงิน 245,548 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 73 เทียบกับปี 2563 สามารถช่วยผู้ประกอบการ SMEs จำนวน  226,312 ราย เพิ่มขึ้นร้อยละ 36 ก่อให้เกิดสินเชื่อเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทย มูลค่า 261,545 ล้านบาท หรือ 1.06 เท่าของยอดการค้ำประกัน และเกิดการจ้างงานใหม่ มากกว่า 400,000 ตำแหน่ง รวมถึงรักษาการจ้างงาน มากกว่า 2,000,000 ตำแหน่ง

กับคำถามที่ว่า กรณีแบงก์พาณิชย์พยายามจะขอข้อมูลทางด้าน Data การค้ำประกันสินเชื่อให้กับลูกค้าของแบงก์ฯจาก บสย.นั้น จะเข้าข่ายการกระทำความผิดฐานนำความลับของทางราชการมาเปิดเผยหรือไม่? นายสิทธิกร ระบุว่า หากเป็นข้อมูลเฉพาะของแบงก์นั้นๆ บสย.สามารถให้Data การค้ำประกันสินเชื่อฯ แก่แบงก์นั้นๆ ได้ เพราะเป็นการนำไปเปรียบเทียบกับข้อมูลเดิมที่แบงก์มีอยู่แล้ว แต่หากเป็นข้อมูลที่ลึกกว่านั้น บสย.คงจะไม่สามารถจะให้ได้

สำหรับประเด็น การขยายสาขาของ บสย. FA. Center ให้ครบ 11 สาขาทั่วประเทศ นั้น เขายอมรับว่า…ระยะแรกคงเป็นเพียงแค่การปรับวิธีการทำงาน ทั้งในส่วนของการยกระดับขีดความสามารถของบุคลากรของบสย.ในแต่ละสาขา รองรับการให้คำปรึกษาและแนะแนวทางดำเนินงานให้กับผู้ประกอบเอสเอ็มอี รวมถึงสร้างความเข้าใจให้กับผู้ประกอบเอสเอ็มอีได้ใช้แอปพลิเคชั่นที่เหมาะสมสำหรับนัดหมายเข้ามาใช้บริการรับคำปรึกษาจาก บสย. FA. Center ในโอกาสต่อไป ส่วนการจะยกระดับให้มีศักยภาพเหมือนกับ บสย. FA. Center ต้นแบบนั้น คงยังไม่แล้วเสร็จภายในปีนี้อย่างแน่นอน.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password